Thursday, December 17, 2009

แนะนำ Host ที่ดีที่สุด (โฮสไทยหรือโฮสนอก)

แน่นอนว่าใครที่อยากจะเริ่มธุรกิจออนไลน์ด้วยการมีเว็บหรือบล็อกเป็นของ ตัวเอง ก็คงต้องถึงเวลาที่ต้องเลือกใช้บริการเว็บโฮสติ้งด้วยตัวเอง ซึ่งสมัยนี้ ก็ต้องขอบอกว่า มีให้เลือกมากมายหลายแบบหลายบริการที่เกิดขึ้นมาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน มีทั้งเว็บโฮสติ้งราคาแพง ราคาถูกสุดขีด ทั้งโฮสไทย โฮสนอก มีให้เลือกเยอะๆ ก็ดีครับ

แต่ถ้าเลือกเว็บโฮสไม่เป็นล่ะ หลายคนก็ต้องเลือกโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นก็ต้องใจเย็นหน่อย ไม่งั้นก็คงต้องเรียนรู้ด้วยการเสียเงินฟรีๆ อย่างผมเป็นต้น ที่ลองมาแล้วทั้งโฮสไทย โฮสเทศ เสียเงินฟรีๆ มาหลายครั้งหลายกว่าจะมาเจอโฮสที่ใช่เลย

ทีนี้ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเลือกเว็บโฮสติ้งผิด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางคนเลือกไปแล้ว บริการติดๆ ดับๆ ล่มๆ วันดีคือดีเข้าเว็บไม่ได้ ล็อกอินก็ไม่เข้า ฐานข้อมูล MySQL เสียหาย หรือข้อมูลหายไปเฉยๆ ถ้ากู้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ล่ะ ทำให้ธุรกิจขายสินค้าบนเว็บต้องหยุดชงัก แทนที่จะได้เริ่มทำมาหากิน ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องเทคนิคที่ไม่น่าจะต้องมารู้ให้หนักหัวเลย ต้องติดต่อ support ของโฮสเดือนละหลายหน นั่งรอให้คนโน้นคนนี้มาช่วย สุดท้ายก็ต้องทนเพราะจ่ายเงินไปแล้ว แล้วมันใช่เรื่องเหรอที่ต้องมาทนมาเจอกับอะไรอย่างนี้ เสียเงินแล้วยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ไม่คุ้มแน่ สุขภาพจิตเสียอีก

เอาล่ะครับ ดังนั้น ผมจึงได้เลือกโฮสที่ดีที่สุดในขณะนี้ ที่ผมใช้ และได้รับการยอมรับกันทั่วโลกจากนักหากินกับเว็บออนไลน์ทั้งหลายที่จะช่วย ให้ใครหลายคนเลือกโฮสติ้งอย่างไม่ต้องเซ็งชีวิต กุมขมับไปอีก 1 ปีเต็ม

แต่ถ้าพูดถึงโฮสไทย ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าโฮสติ้งไทยนั้นแพง! และเทคโนโลยี และบุคคลากรก็หายากกว่าเมืองนอก ทำให้โฮสไทยแม้จะมีมากมาย แต่การบริการก็ยังถือว่ายังตามหลังเมืองนอกอยู่มาก หลายครั้งต้องแก้ปัญหาเอง และต้องให้โทรศัพท์ไปคุยเอง แค่จะใส่ Domain เข้าไปใหม่ หรือสร้าง MySQL ก็ต้องโทรไปขอ จะบ้าหรือ! นี่มันยุคไหนแล้ว? นี่ผมกำลังพูดถึงโฮสที่ว่ากันว่าดีที่สุดในเมืองไทย (ขึ้นต้นด้วยตัว P ลงท้ายด้วย R) ไม่ใช่โฮสกะรจอกที่ไหนเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองก็ไม่เคยลองใช้ที่อื่นๆ เท่าไหร่นัก อาจะเป็นการด่วนตัดสินใจไปก็เป็นได้

ซึ่งยังไงแล้ว ผมคิดว่า ณ เวลานี้ ถ้าจะทำมาหากินกับเว็บ การเช่าโฮสนอกย่อมคุ้มค่าราคาถูกกว่าแน่นอน ซึ่งเท่าที่ผมทำการสำรวจมาก็พบว่ามีอยู่ 2 ที่ดังนี้ที่ทุกคนเชื่อใจที่สุด และเป็นโฮส Host Plan แบบไม่จำกัดจริงๆ ที่อื่นบางที่บอก unlimited แต่ถ้าใช้เกิน โดนเตะโดนแบนเฉย ยังไงก็ตาม คุณสามารถอ่านรีวิวโฮสต่างๆ ที่ผมแนะนำเหล่านี้ได้จาก ThaiHostFreeCash.com


affiliate_link

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Tuesday, December 15, 2009

ความผิดพลาดกับการเลือก Niche

เนื้อหา ของข้อผิดพลาดทั้ง 5 นี้มาจากบางตอนของหนังสือ Blog Marketing ที่กำลังจะวางตลาดเดือนหน้า ผมเลือกเอาข้อมูลที่สำคัญๆที่ไม่ใช่สำหรับคนมือใหม่ซักหน่อย เพราะหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่ต้องขอบอกว่า สำหรับผู้เริ่มต้นจริงๆ ผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบล็อกและการโปรโมทหรือทำตลาดด้วยบล็อก ไปดูกันเลยครับ

1/ เลือกสินค้าที่จะขายก่อนเลือก Niche

การ วิเคราะห์ตลาดก่อนจะขายอะไรซักอย่างเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำยอดขายให้ได้มากๆที่จะพบเลี้ยงชีพได้ การนึกจินตนาการเอาเองง่ายๆว่าอยากจะขายอะไรก็เลือกมาขายคือความผิดพลาดที่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มากมายได้ผ่านมาแล้ว

2/ เลือก Niche ที่ไม่มีความรู้

ส่วน ตัวผมเป็นคนเล่นดนตรี ถ้าผมเลือกนิชที่เกี่ยวกับการเลือกซื้อเครื่องตัดหญ้าด้วยเหตุผลที่ว่ามัน เป็นนิชที่มีมูลค่ามากกว่านิชเครื่องดนตรี ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่ง commission หรือค่าคลิกต่างๆในการทำ AdSense มันก็จะเป็นความผิดพลาดที่จะทำให้ผมจบชีวิตการทำบล็อกได้ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน เพราะผมจะเบื่อที่จะพูดถึงเครื่องตัดหญ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดและไม่ชอบ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลือกนิชที่มีความรู้โดยตรง แต่พอให้รู้บ้าง ชอบบ้าง สนใจบ้างก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ

3/ ใช้เวลาในการหา Niche เร็วเกิน

หลาย คนอยากจะรีบทำเงินกับบล็อกให้เร็วที่สุด ผมก็เป็นครับ ใครล่ะไม่อยากได้ผลตอบแทนเร็วๆ มันอึดอัดครับ นั่งทำงานทุกวันทั้งวัน แต่ยังไม่ได้เงินซักที แต่การเร่งรีบในการหานิชโดยไม่ศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนก็จะนำไปสู่หายนะของการ เหนื่อยฟรีในที่สุด

4/ หาคีย์เวิร์ดเดี่ยวๆมาทำ ranking (single keyword phrase)

ถ้า เป็นสมัยก่อนอาจจะไม่แปลกอะไรในการที่จะหาคีย์เวิร์ดโดนๆมาซัก คำหรือประโยคสั้นๆ (keyword phrase) นำเอามาทำ Ranking ให้เว็บเพจซักหน้า แต่สมัยนี้ถ้าจะให้คีย์เวิร์ดที่หามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทำ Ranking ได้ผลดี) ในการทำ Ranking ให้เว็บเพจซักหน้า คุณจะต้องหาคีย์เวิร์ดนิชที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกันมาซัก 3-4 นิช (ดูบทที่ 6) ทำไม? คุณถาม ก็เพราะว่าระบบวัด Ranking ของ Search Engine จะมีระบบที่เรียกว่า Latent Semantic Indexing(LSI) ฟังดูเทคนิคซักนิด แต่จำเป็นมากต่อการทำ SEO เพราะ LSI จะตรวจจับจำนวนความหลากหลายของนิชคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ต่อหน้าเว็บเพจ ถ้าคุณใช้แค่คำเดียว (single keyword/ phrase) แทนที่จะเป็นสองสามคำ (related keywords) มันก็จะเป็นผลทำให้ Ranking ของคุณต่ำกว่าคนอื่นที่มีการใช้คีย์เวิร์ดมากกว่าหนึ่งคำมาทำงาน หรือพูดให้ง่ายๆภาษาชาวบ้านก็คือ เดี๋ยวนี้ Search Engine ไม่โง่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ในการดูว่าเว็บเพจไหนตรงกับสิ่งที่คนค้นหามากที่สุดด้วยการวัดค่าจากแค่คีย์ เวิร์ดเดียว แต่จะวัดจากการเอาคีย์เวิร์ดหลายๆตัวในบทความจากเว็บเพจมารวมกันแล้ววัดค่า ความใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้ Search Engine ต้องการค้นหา เช่น ถ้าเว็บเพจหน้าหนึ่งมีคำว่า home, lend, morgage ก็จะทำให้ Search Engine รู้ว่ามันคือเพจเกี่ยวกับการกู้เงินซื้อบ้าน หรือ health, auto, life ก็จะแปลว่าเป็นเพจเกี่ยวกับประกันชีวิต

ดัง นั้นผมทำเว็บเพจหน้าหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการรักษาสิว ผมก็ควรจะไปที่ Google Keyword Suggestion Tool (บทที่ 6) แล้วพิมพ์คำว่า “acne treatment” เข้าไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะมีคีย์เวิร์ดให้เลือกใช้อีกหลายๆตัวที่มีความหมาย เหมือนๆกันหรือสอดคล้องกัน เช่น acne skin treatment, laser acne treatment, face acne และอีกมากมาย ที่ผมควรเลือกสัก 3-4 อันที่มีความหมายสอดคล้องจริงๆที่สุด เอามาใส่ไว้ในบทความในเว็บเพจ ซึ่งคีย์เวิร์ดเหล่านี้จะเอามาคำนวณจำนวนที่ต้องใส่ (keyword density) ให้นับมันเป็นคำๆเดียวกันครับ ส่วนจำนวนความซ้ำในการใส่คีย์เวิร์ด ควรใส่เท่าไหร่ ย้อนดูในบทที่ 6 ได้ครับ

5/ เลือกนิชหมวดหมู่ Internet Marketing

สิ่ง นี้เป็นความผิดพลาดที่แม้แต่เหล่าเซียนบล็อกเกอร์ทั้งหลายก็ ได้เจอกันมาแล้วทั้งนั้น ด้วยการเลือกนิชที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการหาเงินทางเน็ต หรือการตลาดในโลกออนไลน์ทั้งหลาย หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนพวกเดียวกันกับเรา เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครคลิกโฆษณากันแน่นอน ลองคิดสิว่าครั้งสุดท้ายที่คุณคลิกโฆษณามันเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าหลายคนแทบจะไม่เคยคลิกเลยด้วยซ้ำถ้าไม่จำเป็น เพราะเราทุกคนรู้ว่ามันเป็นโฆษณา และพวกก็มีเป้าหมายในการเข้าเน็ตมาเพื่อหาเงินไม่ใช่การหาซื้อสินค้าหรือ บริการแน่นอน นิชที่จะทำตลาดได้ควรจะเป็นนิชที่มีโอกาสการคลิกสูงที่เป็นนิชประ เภทที่มีเนื้อหาไกลตัวจากงานออนไลน์ต่างๆของพวกเรา เช่น การออกเดท, การเลือกซื้อรถเข็นเด็ก, การทำผม, การแต่งหน้า, เสริมสวย, ดูแลร่างกาย ฯลฯ คือต้องไม่ใช่เรื่องจำพวกเทคนิคทางการตลาดออนไลน์หรือหาเงินออนไลน์เด็ดขาด ถ้านึกไม่ออกให้จินตนาการไปถึงว่าเด็กอายุสิบห้า, คุณอาคุณป้าคุณน้าอายุ 25-60 ขึ้นไป เค้าหาข้อมูลอะไรกันบนเน็ตบ้าง ถ้าให้ชัวร์ว่านิชไหนคนคลิกมาก คนคลิกกันน้อย และวันๆหนึ่งมีการใช้จ่ายกับนิชนั้นๆไปกับการโฆษณาเท่าไหร่ (ยิ่งมากยิ่งดี) คุณก็คงต้องใช้ Google Traffic Estimator

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

เทคนิคในการแต่งเฮดบล็อก

ส่วนบนจะมีการแต่งบล็อก โดยใช้รูปแปะไว้เพื่อใช้ลิงค์ไปไหนต่อไหนได้ และเอาสไลด์น้องแมวมาลง ซึ่งจริงๆเอาข้อความแนะนำตัว หรือ ตัวเล่นเพลงมาลงในส่วนนั้นได้เหมือนกันนะ

ก็ ดูเก๋ไปอีกแบบนึง วิธีในการทำก็ไม่ยากอะไรเลย ถ้าหากคุณมีความสามารถที่จะแปะ cbox หรือ shoutboxได้ ดังนั้นถ้าจะทำอย่างในเอนทรี่นี้ไม่ยากเลย


ก่อน อื่นต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นนิดนึงครับว่าเราสามารถที่จะสร้างเจ้า ตัวลิงค์ที่ว่าเนี่ยบน #neck และ #sidebar(ตัวหลังให้ลองขยายความกว้างให้เท่ากับ ความกว้างบล็อกลองดูสิ)จะสาธิตให้ชมตั้งแต่เป็นบล็อกแรกเกิดเลยนะ โดยจะใส่ทั้งข้อความ รูปภาพ และเครื่องเล่นเสียงของ ijigg ลงไป...

หน้าตาบล็อกแรกเกิด.. ที่ยังไม่ได้แต่งอะไรเลย

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ และเป็นลำดับขั้นตอน จะใส่ข้อความทั่วไปลงไปก่อน

ลาก Custom Code ลงไปที่ Top Menu แล้วก็จัดการใส่ div

แนะนำว่าให้ครอบข้อความ หรืออะไรก็ตามแต่ด้วย div แล้วก็ปิดท้ายคำสั่งตามรูปข้างต้น

ตัวอย่าง นะ จะเห็นว่ามันใส่ได้เป็นพรืดๆแบบนี้ ไม่สวย... จะทำยังไงให้สวยละ เราก็ต้องแบ่งย่อยพื้นที่div ตรงนั้นตามความต้องการของเรา แล้วจึงเขียน div class เพิ่มเข้าไป เริ่มจากการจินตนาการหน้าบล็อกก่อน

สำหรับ บล็อกแรกเกิด ขนาดของ Top Menu จะกำหนดมาที่ 730px และจากรูปข้างต้น จะใส่กล่องข้อความ รูปภาพ และ ตัวเครื่องเล่น ijigg ที่ย่อขนาดลงมานิดหน่อย (ท้ายเอนทรี่จะสอนการย่อขนาด และ ปิดการเล่นเองอัตโนมัติให้)

พอจินตนาการได้แล้ว ทีนี้หัวใจสำคัญมันก็จะอยู่ตรงที่การเขียน css ขึ้นใช้เอง งานนี้ไม่ยาก เขียนไม่กี่บรรทัด (ถ้าเราไม่ใส่ลูกเล่นเยอะๆเองนะ) โดยจะเริ่มจากการกำหนดให้ส่วนไหนกว้างเท่าไหร่ดี จึงจะสัมพันธ์ และสอดคล้องกัน ไม่เบียดกันตกขอบ สูตรในคิดคำนวณขนาดความกว้างรวมคร่าวๆ คือ

ความกว้างรวม =ความกว้างbox1 + ความกว้างbox2 + ความกว้างbox3 + ค่าmarginซ้ายขวา +ค่าpaddingซ้ายขวา

ถึงตอนนี้อาจจะงง เดี๋ยวลองมาดูตัวอย่าง css code ที่เขียนนะ เอาไปใช้ได้เลย สำหรับบล็อกที่เซท neck .module กว้าง 730px

.sample{
width:730px
}

.sample .box1{
float:left;
width:200px;
margin:0 10px 0px 0px;
padding-left:10px; /*เพื่อดันตัวหนังสือให้เสมอกับ page */
}

.sample .box2{
float:left;
width:200px;
margin:0 10px 0px 10px;
}
.sample .box3{
float:left;
width:280px;
margin:0 0px 0px 10px;
}

อธิบายขยายความ

.sample คือกล่องใหญ่ที่ครอบกล่องสามใบ (box1, box2, box3) เซทกว้าง 730px เท่ากับ #pagemenu

.sample .box1 เน้นตรงจุดๆนั่นนะครับ มีความสำคัญ เพราะเราจะเรียกใช้ box1 ในรูปของ classซึ่งมันแตกต่างไปจากการเขียนแบบนี้ .sample box1 อันนี้ไม่มีความหมาย...

และ ที่สำคัญอย่าลืมใส่ float เพราะถ้าเราไม่ใส่ กล่องสามใบมันจะขี่คอกันแทนที่จะเรียงกันนะสิ และจากสูตรข้างบนผมจะเหลือพื้นที่ว่างในนั้นเท่ากับ 0 คือไม่เหลือพื้นที่ไว้เตะตระกร้อ

จากนั้นเราก็เข้าไปแก้ Custom Code กัน โดยจะเขียนhtmlแบบนี้

สิ่งเดียวที่เหลือ คือ ชีวิตว่างเปล่า
ที่เดิมที่เคยมีเราสองคนหายไป
โปรดเถอะ คนดี คนๆนี้รู้สึกช้าไป
บอกเธอให้ฟังเอาไว้ แม้จะสายเกินไป
แต่ยังรักเธอ...


เห็นโค้ดมาเป็นก้อนๆ อาจจะงง ขออธิบายหลักการเขียน html ง่ายๆดังนี้นะ

1. เขียนจากข้างนอกไปหาข้างใน เริ่มแบบนี้ โดยเรียกใช้ class .sample ก่อน

2. เขียนจากบนลงล่าง โดยไล่เขียนกล่องทั้ง3ใบให้ครบ

...........
...........
...........

3. แล้วจึงแยกทำ html ในแต่ละ class และหน้าตาของบล็อกแต่งเสร็จแล้วจะประมาณนี้

แยกส่องกล่องแต่ละใบ

สำหรับเครื่องเล่น ijigg การย่อขนาดตัวเล่นเสียง ijigg ให้ลบพารามิเตอร์ scale='noscale' ทิ้งไปเลย และการปิดเล่นอัตโนมัติให้เปลี่ยนค่า Autoplay='1' เป็น 0 ซะในส่วนนี้มีสองจุด ลองมองหากันเอาเองนะ

ข้อ ดีของการแต่งเฮดบล็อกในรูปแบบนี้ก็คือ มันจะถูกอ่านในทุกๆหน้าบล็อกของเรา จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นข้อความทักทาย, เอาไว้โชว์ของ, ทำเป็น Index(มันขึ้นแน่ๆทุกหน้า) โชว์ลิงค์ไปยังหน้าบล็อกที่อยากให้ผู้เข้าชมบล็อกของเราเข้าไปอ่าน เนื่องจากมันจะสะดุดตากว่าส่วนไซด์บาร์ ส่วนการประยุกต์นอกเหนือไปจากนี้ ก็แล้วแต่ท่านๆกันแล้วนะ พื้นฐานมันก็มีเท่านี้เอง

ที่มา: http://palermos.exteen.com/

วิธีแสดง Blogger Post

วิธีแสดง Blogger Post ย่อบน Home Page

หลัง จากที่ได้บอกเคล็ดลับการใส่ ads wrapper ใน Blogger กันไปแล้ว ก็มีคนถามกันเข้ามามากถึงตอนต่อไปที่ผมติดค้างไว้ ถึงวิธีทำให้หน้า Homepage ของ Blogger แสดง Post ย่อๆ หรือที่เรียกว่า Post Excerpt (เซิพๆ) จะได้แสดงโพสได้มากๆ ในหน้าโฮมเพจ เพื่อให้ดูเหมือนบล็อก Magazine หรือเหมือน read more ใน WP ได้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร ก็เข้าไปที่ http://ihealthier.blogspot.com แล้วจะเห็นเอง เอาล่ะครับ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ และก็ไม่มีอะไรที่ทำแล้วสมหวังทุกอย่าง ดังนั้นบอกไว้ก่อนว่าวิธีทำนี้ ถ้าจะให้โพสเก่าแสดง Post เป็น Excerpt ด้วย ก็คงต้องเปิด Edit มันออกมาทีละโพสใหม่ด้วย เดี๋ยวจะรู้ว่าทำไม มาเริ่มกันเลยครับ

1. ล็อกอินเข้า Blogger ของคุณ

2. ไปที่หน้า Template Edit

3. คลิกที่ช่อง Expand Widgets

4. มองหาโค้ด แล้วใส่โค้ดด้านล่างก่อนมัน ( )

header_post_code

5. มองหาโค้ด แล้วใส่โค้ดด้านล่างตามภาพต่อท้ายตามมาติดๆ

readmore_code

6. ไปที่เมนู Dashboard Settings (ตั้งค่า) > Formatting (เมนูย่อยที่ 3) เลื่อนหน้าลงไปให้สุด แล้วจะพบกับช่องใส่ Post Template ในช่องนี้ จะเป็นการใส่คำสั่งเพื่อทุกครั้งที่เราโพส เราจะได้รู้ว่าโพสที่ต้องการแสดงในหน้าโฮมเพจย่อๆ นั้นยาวถึงแค่ไหน และโพสที่เหลือที่ต้องการแสดงในหน้าโพสเต็มๆ นั้นเริ่มตั้งแต่บรรทัดใด ดูภาพ

post_template

7. ทุกครั้งที่โพสใน Blogger คุณก็จะเห็นเจ้าโค้ดสองชุดจากขัั้นตอนที่ 6 ทุกครั้ง เพื่อจะได้แบ่งโพสให้แสดงได้ถูกว่าจะให้แค่ไหนแสดงในหน้าโฮมเพจย่อๆ และเริ่มให้แสดงโพสเต็มที่บรรทัดเท่าไหร่อย่างที่บอกในขั้นตอนที่ 6 ดูภาพหน้าสร้างโพสใหม่จะกลายเป็นแบบนี้

new_post

สุด ท้ายต้องบอกว่านี่เป็นวิธีที่ง่าย ที่ดีที่สุดเท่าจะหาได้ในการทำ Post Excerpt ใน Blogger ถ้าคุณมองหาวิธีที่ง่ายกว่านี้ ผมก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ แต่ที่เห็นใน Blogger ของผมๆ ผมใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นในการปรับแต่งให้มันสามารถแสดงเป็น Blog Magazine อย่างที่เห็นได้ เพราะฉนั้นลงมือทำเลยครับ แล้วจะรู้ว่าไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน แล้วพบกันใหม่ เมื่อผมซื้อโน็ตบุคตัวใหม่ ตอนนี้ยืมเพื่อนใช้ไปก่อน อ้อ เล่าต่อตอนจบอีกนิดหน่อยว่า ตอนผมเอากระจกไปทำที่ร้าน เขาบอกว่า วันนี้มารายที่ 3 แล้วที่โดนทุบกระจกแบบผมนี้…

Download Example Template ตัวอย่างธีมที่ผมได้ปรับแต่งแล้ว

Download Code ทั้งสองชุดที่แสดงไปจะได้เอาไป copy – paste ไม่ต้องพิมพ์ใหม่

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Blogger vs. WP Self Hosted

Blogger vs. WP Self Hosted อะไรหาเงินง่ายกว่า

ทุก วันนี้ที่คนในวงการ Blog Monetize (วงการหาเงินด้วยบล็อก) ต่างใช้บล็อกกันอยู่สองแบบด้วยกัน ซึ่งเป็นบล็อกสองแบบที่เหล่าเซียนเทพได้ยอมรับว่าง่ายที่สุดแล้วในการเอามา หาเงินกับ PPC, Affiliate ต่างๆ คือ Blogger.com (Blogspot.com) และ Self Hosted WordPress (WP แบบติดตัั้งและเช่าโฮสติ้งเอง) ซึ่งคำถามคาใจของใครหลายคนไม่ใช่ว่ามันทำเงินได้จริงหรือไม่ แต่ควรถามว่าบล็อกอย่างไหนหาเงินให้เราได้รวดเร็วและเหนื่อยน้อยที่สุด

สำหรับ WP แบบ Self-Hosted หรือแบบติดตั้งเอง ถ้าอยากจะเพิ่มเติมฟังค์ชั่นอะไร ก็แค่หา Plugin มาใส่ได้เลย อยากให้หน้าตาไม่เหมือนใครก็หา theme สวยๆมาใส่ได้ไม่ยาก และมีให้เลือกมากมายไม่รู้จบ เรียกได้ว่า ให้ประโยชน์ได้สุงสุดแบบไม่มีวันจบสิ้นกันเลย แต่เมื่อมาพูดถึงการเอามาหาเงิน หรือเอามาทำ Ranking จริงๆล่ะ มันเวิร์ดจริงๆหรือไม่ แน่นอนครับว่าเวิร์ค โอเค เจ๋ง เยี่ยมยอด แต่….มันต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณจะต้องรู้ว่าจะใช้ Plugin อะไร ปรับแต่งยังไง และ Theme อะไรด้วย พูดง่ายๆ คือมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้กันมากมายเลยทีเดียว กว่าจะทำให้มันทำ Ranking ที่ดีบน Search Engine ได้ ซึ่งไม่เหมาะสำหรับมือใหม่เท่าไหร่นัก แต่ถ้ามือเก่๋าแล้วล่ะก็ ไม่มีอะไรดีไปกว่า WP ทางด้านความยืดหยุ่นอีกแล้ว อยากจะให้ WP เป็นอะไร เดี๋ยวนี้ทำได้ตั้งแต่ร้านขายสินค้าออนไลน์ ไปจนเว็บ WikiPedia แค่หา Theme มาใส่ ซึ่งก็มีให้เลือกใช้ดีๆ ฟรีๆ มากมายหาได้จากบล็อกทั่วไป

ที นี้มาพูดถึง Blogger กันบ้าง สิ่งแรกที่ผมนึกถึงเกี่ยวกับ Blogger ก็คือ ความฟรี ไม่ต้องจ่ายเงิน และ…เดี๋ยวก่อนครับ หลายคนคิดว่าของฟรีมักจะไม่ดี ไม่น่าจะเวิร์ด แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ Blogger อย่างแน่

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Blog มหาเศรษฐีเงินล้าน

วันนี้ผมขอ ยกเนื้อหาบางส่วนจากหนึ่งในหนังสืออีกหลายเล่มของผม “Blog Marketing” ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวถึงการทำเงินของบล็อกชื่อดังในเมืองนอก ว่าที่เขาหาเงินกับบล็อกนั้น หากันได้เท่าไหร่ และหายังไงได้บ้าง เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงความสามารถของบล็อกที่แท้จริงในการหาเงิน เริ่มกันเลยครับ – แม้บริษัทใหญ่ๆ มากมาย เช่น Sony, Toyota, Google, Apple, HP, eBay ฯลฯ ก็ไม่อาจจะปฏิเสธประสิทธิภาพในการทำตลาดของบล็อกในสมัยนี้ไปได้ โดยการมีบล็อกเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในทุกระดับ และยังเพิ่มความมีตัวตนในตลาดบน Search Engine ได้อีกด้วย แทนที่จะใช้เว็บไซต์เนื้อหานิ่งๆ (Static Web, Web 1.0) เป็นตัวสื่อสารกับลูกค้าเหมือนแต่ก่อนเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าใครยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แน่นอนว่า…ก็ไม่ต่างจากการเอาลูกค้าใส่พานให้คู่แข่งตัวเอง
นอก จากนั้นก็จะมีบล็อก Blog อีกรูปแบบที่ไม่เกี่ยวกับใคร บล็อกที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ประโยชน์อย่างแท้จริง จากการเขียนบทความให้คนอื่นอ่านในเรื่องเฉพาะเจาะจงอย่าง Internet Marketing ที่คนส่วนใหญ่อ่านก็จะต้องเก่าหัวไปตามๆ กัน บล็อกเหล่านี้แม้จะมีเนื้อหาไม่เหมาะกับคนทั่วไป และเริ่มจากแค่ความสนุก ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง แต่จากความขยัน ความสม่ำเสมอ และไม่คิดเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายกลายสิ่งทำให้เจ้าของกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านได้
ใน ต้น ปี 2008 นี้ นิตยสารนิวยอร์คสไทม์รายงานว่า มีบล็อกที่เกิดขึ้นมาวันละไม่ต่ำกว่า 50,000 บล็อก และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต่อไปนี้ก็คือบล็อกทั้งเก้าที่กำลังทำเงินอย่างถล่มทลาย บล็อกมีความ สามารถในการหาเงินได้เป็นหมื่นๆ บาท หรือเป็นล้าน! บาทต่อเดือน จากการแค่นั่งเขียนบทความอย่างเดียว มาดูรายได้ที่บล็อกสามารถทำฝันให้เป็นจริงกันเลย:

Blog

รายได้ต่อปี

มูลค่า

stevepavlina.com

$480,000

$7,200,000

coolest-gadgets.com

$153,921

$2,308,000

johnchow.com

$140,431

$2,106,000

careerramblings.com

$124,465

$1,866,000

problogger.net

$120,000

$1,800,000

shoemoney.com

$120,000

$1,800,000

tylercruz.com

$93,184

$1,397,000

entrepreneurs-jouny.com

$78,594

$1,178,000

connectedinternet.co.uk

$77,020

$1,155,000


พอ เห็นตัวเลขเหล่านี้ครั้งแรกผมเองก็ตกใจเช่นเดียวกับคุณนั่นแหละครับ (อย่าบอกนะว่าไม่ตกใจ) แต่เมื่อพอผมได้ศึกษาแต่ละบล็อกดูอย่างถ้วนถี่แล้ว ก็พบว่าบล็อกเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนๆ กันอยู่สองสามอย่าง ที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตัวบล็อกมันทำเงินได้ขนาดนี้ อย่างแรกคือ ทำเงินจากสปอนเซอร์ป้ายโฆษณาต่างๆ เริ่มจากการมีบทความเป็นร้อยเป็นพันบทความก่อน พูดอีกอย่างคือต้องเป็นบล็อกที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว มีคนรู้จักมี Traffic วันละเป็นหมื่นคน นั่นแหละถึงจะทำให้ขายโฆษณาแพงๆ ได้

อย่าง ที่สองนี้ก็จะเป็นอายุของบล็อกที่ต้องมีอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป ซึ่งคนเริ่มทำบล็อกส่วนใหญ่ทั่วๆ ไปจะยอมแพ้ม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเวลาอันควร ท้อแท้ไปก่อนเพราะเห็นว่าไม่มีคนเข้ามาคุยเข้ามาติชมเลย ทำให้ส่วนใหญ่ 3 เดือนก็ปิดกิจการบล็อกกันหมด โดยที่จริงๆแล้วเหล่าเซียนบล็อกทั้งหลายจะพูดเหมือนกันหมดว่า คุณต้องรอ 6 เดือน – 1 ปีทีเดียว บล็อกมันถึงจะเริ่มมีคนเข้ามา แล้วถ้าจะให้เริ่มมีมูลค่าจริงๆก็คงอย่างที่บอกคือ 3-5 ปีขึ้นไปครับ (ควรใช้ .com หรือ .net จะทำให้มีค่ากว่า)

โดย ต้อง มีการเขียนบทความอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ใช่บล็อกโล่งๆเปล่าๆหรือบล็อกที่มีแค่ 10-20 บทความนะครับ ต้องมีเป็นร้อยบทความขึ้นไป ดูอย่างบล็อก DML แห่งนี้ ที่เริ่มแค่ปีเดียว กับบทความไม่ถึงร้อย วันนี้มันมีมูลค่าถึงล้านบาท (บางที่บอกสองล้านกว่าบาท แต่ผมว่าให้มากไป) ถ้าคุณคิดว่าการเริ่มสร้างบล็อกที่มีประโยชน์กับความสม่ำเสมอในการดูแลบล็อก เพียงไม่กี่ปีนี้เป็นงานที่มากไปสำหรับค่าตอบ แทนเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ผมก็ว่าคุณขอมากไปแล้วล่ะ ลองคิดดูว่านั่งทำงานอะไรภายในไม่กี่ปีที่จะทำเงินได้มากมายขนาดนี้ อย่าว่าแต่กี่ปีเลยต่อให้ทั้งชาติ หรือสำหรับคนที่ต้องมีหนี้สิน และไม่เคยเก็บตังค์ก็อาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com

AutoBlog เทร็นใหม่

AutoBlog เทร็นใหม่กับการหาเงินออนไลน์?
ปัญหา ของการทำบล็อกเพื่อหาเงินของคนส่วนใหญ่ก็คือ ไม่มีเวลามานั่งโปรโมท และอัปเดทเนื้อหาบล็อกบ่อยเท่าที่ควร หรือพูดอีกอย่างคือขี้เกียจหรือไม่มีเวลามานั่งดูแล อย่าว่าแต่อัปเดทเนื้อหาเลย จะหาเนื้อหามาอัปเดทจากไหนยังคิดไม่ออกเลย แถมยังแย่ตรงที่การโปรโมท และการอัปเดทเนื้อหา บล็อกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย (ถ้าอยากให้มันทำเงินได้) ไม่งั้นก็คงไม่มีใครได้เห็นบล็อกคุณเป็นแน่เพราะ การอัปเดทเนื้อหาบล็อกบ่อยๆ จะทำให้บล็อกของคุณอยู่ในอันดับที่ดีบน Search Engine ต่างๆ ได้ Search Engine ชอบเนื้อหาใหม่ๆ ชอบบล็อกที่อัปเดทบ่อยๆ ยิ่งบล็อกคุณอัปเดทบ่อยเท่าไหร่ และมีเนื้อหามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสร้างโอกาสการทำจำนวนผู้ชมได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ชมจะเข้ามาที่บล็อกหน้าใหม่ ส่วนใหญ่ก็มาจาก Search Engine ทั้งสิ้น และวิธีที่หลายคนใช้เป็นทางลัดในการข้ามหน้าข้ามตา Search Engine เพื่อให้ Search Engine หันมาสนใจก็คือการ ฝากลิงก์ไปยังเว็บดังๆ ต่างๆ พอเริ่มเป็นที่รู้จักจากผู้ชมทีนี้ Search Engine ก็จะหันมาให้ความสนใจได้อย่างรวดเร็วอย่างที่เราไม่ต้องง้อทำ SEO อะไรมากมายได้ กลับมาเรื่องเดิมต่อ ถ้าคุณจะบอกว่าแล้วผู้ชมเจ้าเก่าขาประจำล่ะ อันนั้นต้องหมายถึงเว็บหน้าเก่า และต้องมีเนื้อหาใหม่ๆ อัปเดทสม่ำเสมออยู่ดี ลองนึกดูถ้าคุณไม่อัปเดทบล็อกคุณเลย ใครล่ะอยากจะเข้ามาที่บล็อกที่มีเนื้อหาเดิมๆ เข้ามาก็เจอ อ้าว! อ่านไปแล้วนี่ ไม่เห็นมีไรใหม่เลย ไปดีกว่า แน่นอนว่าเราคงไม่ต้องการอย่างนั้นแน่ ดังนั้นเราจึงใช้ AutoBlog สำหรับทางออกเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านั้นทั้งหมด ด้วยการให้มันหาเนื้อหาให้คุณ แล้วเอามาอัปเดทขึ้นบล็อกให้คุณตามวันและเวลาที่คุณกำหนดได้เอง ทำให้บล็อกของคุณมีเนื้อหาที่ใหม่อยู่เสมอเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี และที่สำคัญอีกอย่างคือ มันจะโปรโมทให้คุณเองได้อีก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้บล็อกคุณต่อ Search Engine ต่างๆ จากจำนวนลิงก์ที่โยงเข้ามายังบล็อกจากการโปรโมทอัตโนมัตินี้

ส่วนRoadmap แบบละเอียดใหม่ล่าสุดที่สามารถทำเงินจาก AdSense และ Amazon เหมือนเครื่อง ATM หาเงินได้อัตโนมัติ ผมกำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนอยู่ครับ อาจจะออกมาเป็น e-book หรือ หนังสือเต็มเล่ม ทีี่จะบอกทุกอย่างแบบว่าหมดตัวกันไปเลย ทั้งวิธีการหา Unique Content แบบไม่รู้จบ แถมยังให้มันโพสโอโตได้ แบบว่าเป็นวิธีที่เรียกกว่าครอบจักรวาลที่่สุด ใครที่ต้องการทำเงินด้วยบล็อกแบบขี้เกียจ ก็คงจะพบประโยชน์อย่างแน่นอนที่สุด ใครคิดว่าอยากเห็นอะไรในหนังสือเล่มนี้ ช่่วยกันแนะนำหน่อยนะครับ ผมจะได้มีกำลังใจเขียน เพราะตอนนี้พลังเริ่มหมดเหมือนกันหลังจากเขียนหนังสือ SEO มาหลายเดือน

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/