Thursday, December 17, 2009

แนะนำ Host ที่ดีที่สุด (โฮสไทยหรือโฮสนอก)

แน่นอนว่าใครที่อยากจะเริ่มธุรกิจออนไลน์ด้วยการมีเว็บหรือบล็อกเป็นของ ตัวเอง ก็คงต้องถึงเวลาที่ต้องเลือกใช้บริการเว็บโฮสติ้งด้วยตัวเอง ซึ่งสมัยนี้ ก็ต้องขอบอกว่า มีให้เลือกมากมายหลายแบบหลายบริการที่เกิดขึ้นมาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน มีทั้งเว็บโฮสติ้งราคาแพง ราคาถูกสุดขีด ทั้งโฮสไทย โฮสนอก มีให้เลือกเยอะๆ ก็ดีครับ

แต่ถ้าเลือกเว็บโฮสไม่เป็นล่ะ หลายคนก็ต้องเลือกโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นก็ต้องใจเย็นหน่อย ไม่งั้นก็คงต้องเรียนรู้ด้วยการเสียเงินฟรีๆ อย่างผมเป็นต้น ที่ลองมาแล้วทั้งโฮสไทย โฮสเทศ เสียเงินฟรีๆ มาหลายครั้งหลายกว่าจะมาเจอโฮสที่ใช่เลย

ทีนี้ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเลือกเว็บโฮสติ้งผิด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางคนเลือกไปแล้ว บริการติดๆ ดับๆ ล่มๆ วันดีคือดีเข้าเว็บไม่ได้ ล็อกอินก็ไม่เข้า ฐานข้อมูล MySQL เสียหาย หรือข้อมูลหายไปเฉยๆ ถ้ากู้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ล่ะ ทำให้ธุรกิจขายสินค้าบนเว็บต้องหยุดชงัก แทนที่จะได้เริ่มทำมาหากิน ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องเทคนิคที่ไม่น่าจะต้องมารู้ให้หนักหัวเลย ต้องติดต่อ support ของโฮสเดือนละหลายหน นั่งรอให้คนโน้นคนนี้มาช่วย สุดท้ายก็ต้องทนเพราะจ่ายเงินไปแล้ว แล้วมันใช่เรื่องเหรอที่ต้องมาทนมาเจอกับอะไรอย่างนี้ เสียเงินแล้วยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ไม่คุ้มแน่ สุขภาพจิตเสียอีก

เอาล่ะครับ ดังนั้น ผมจึงได้เลือกโฮสที่ดีที่สุดในขณะนี้ ที่ผมใช้ และได้รับการยอมรับกันทั่วโลกจากนักหากินกับเว็บออนไลน์ทั้งหลายที่จะช่วย ให้ใครหลายคนเลือกโฮสติ้งอย่างไม่ต้องเซ็งชีวิต กุมขมับไปอีก 1 ปีเต็ม

แต่ถ้าพูดถึงโฮสไทย ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าโฮสติ้งไทยนั้นแพง! และเทคโนโลยี และบุคคลากรก็หายากกว่าเมืองนอก ทำให้โฮสไทยแม้จะมีมากมาย แต่การบริการก็ยังถือว่ายังตามหลังเมืองนอกอยู่มาก หลายครั้งต้องแก้ปัญหาเอง และต้องให้โทรศัพท์ไปคุยเอง แค่จะใส่ Domain เข้าไปใหม่ หรือสร้าง MySQL ก็ต้องโทรไปขอ จะบ้าหรือ! นี่มันยุคไหนแล้ว? นี่ผมกำลังพูดถึงโฮสที่ว่ากันว่าดีที่สุดในเมืองไทย (ขึ้นต้นด้วยตัว P ลงท้ายด้วย R) ไม่ใช่โฮสกะรจอกที่ไหนเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองก็ไม่เคยลองใช้ที่อื่นๆ เท่าไหร่นัก อาจะเป็นการด่วนตัดสินใจไปก็เป็นได้

ซึ่งยังไงแล้ว ผมคิดว่า ณ เวลานี้ ถ้าจะทำมาหากินกับเว็บ การเช่าโฮสนอกย่อมคุ้มค่าราคาถูกกว่าแน่นอน ซึ่งเท่าที่ผมทำการสำรวจมาก็พบว่ามีอยู่ 2 ที่ดังนี้ที่ทุกคนเชื่อใจที่สุด และเป็นโฮส Host Plan แบบไม่จำกัดจริงๆ ที่อื่นบางที่บอก unlimited แต่ถ้าใช้เกิน โดนเตะโดนแบนเฉย ยังไงก็ตาม คุณสามารถอ่านรีวิวโฮสต่างๆ ที่ผมแนะนำเหล่านี้ได้จาก ThaiHostFreeCash.com


affiliate_link

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Tuesday, December 15, 2009

ความผิดพลาดกับการเลือก Niche

เนื้อหา ของข้อผิดพลาดทั้ง 5 นี้มาจากบางตอนของหนังสือ Blog Marketing ที่กำลังจะวางตลาดเดือนหน้า ผมเลือกเอาข้อมูลที่สำคัญๆที่ไม่ใช่สำหรับคนมือใหม่ซักหน่อย เพราะหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่ต้องขอบอกว่า สำหรับผู้เริ่มต้นจริงๆ ผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบล็อกและการโปรโมทหรือทำตลาดด้วยบล็อก ไปดูกันเลยครับ

1/ เลือกสินค้าที่จะขายก่อนเลือก Niche

การ วิเคราะห์ตลาดก่อนจะขายอะไรซักอย่างเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำยอดขายให้ได้มากๆที่จะพบเลี้ยงชีพได้ การนึกจินตนาการเอาเองง่ายๆว่าอยากจะขายอะไรก็เลือกมาขายคือความผิดพลาดที่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มากมายได้ผ่านมาแล้ว

2/ เลือก Niche ที่ไม่มีความรู้

ส่วน ตัวผมเป็นคนเล่นดนตรี ถ้าผมเลือกนิชที่เกี่ยวกับการเลือกซื้อเครื่องตัดหญ้าด้วยเหตุผลที่ว่ามัน เป็นนิชที่มีมูลค่ามากกว่านิชเครื่องดนตรี ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่ง commission หรือค่าคลิกต่างๆในการทำ AdSense มันก็จะเป็นความผิดพลาดที่จะทำให้ผมจบชีวิตการทำบล็อกได้ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน เพราะผมจะเบื่อที่จะพูดถึงเครื่องตัดหญ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดและไม่ชอบ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลือกนิชที่มีความรู้โดยตรง แต่พอให้รู้บ้าง ชอบบ้าง สนใจบ้างก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ

3/ ใช้เวลาในการหา Niche เร็วเกิน

หลาย คนอยากจะรีบทำเงินกับบล็อกให้เร็วที่สุด ผมก็เป็นครับ ใครล่ะไม่อยากได้ผลตอบแทนเร็วๆ มันอึดอัดครับ นั่งทำงานทุกวันทั้งวัน แต่ยังไม่ได้เงินซักที แต่การเร่งรีบในการหานิชโดยไม่ศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนก็จะนำไปสู่หายนะของการ เหนื่อยฟรีในที่สุด

4/ หาคีย์เวิร์ดเดี่ยวๆมาทำ ranking (single keyword phrase)

ถ้า เป็นสมัยก่อนอาจจะไม่แปลกอะไรในการที่จะหาคีย์เวิร์ดโดนๆมาซัก คำหรือประโยคสั้นๆ (keyword phrase) นำเอามาทำ Ranking ให้เว็บเพจซักหน้า แต่สมัยนี้ถ้าจะให้คีย์เวิร์ดที่หามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทำ Ranking ได้ผลดี) ในการทำ Ranking ให้เว็บเพจซักหน้า คุณจะต้องหาคีย์เวิร์ดนิชที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกันมาซัก 3-4 นิช (ดูบทที่ 6) ทำไม? คุณถาม ก็เพราะว่าระบบวัด Ranking ของ Search Engine จะมีระบบที่เรียกว่า Latent Semantic Indexing(LSI) ฟังดูเทคนิคซักนิด แต่จำเป็นมากต่อการทำ SEO เพราะ LSI จะตรวจจับจำนวนความหลากหลายของนิชคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ต่อหน้าเว็บเพจ ถ้าคุณใช้แค่คำเดียว (single keyword/ phrase) แทนที่จะเป็นสองสามคำ (related keywords) มันก็จะเป็นผลทำให้ Ranking ของคุณต่ำกว่าคนอื่นที่มีการใช้คีย์เวิร์ดมากกว่าหนึ่งคำมาทำงาน หรือพูดให้ง่ายๆภาษาชาวบ้านก็คือ เดี๋ยวนี้ Search Engine ไม่โง่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ในการดูว่าเว็บเพจไหนตรงกับสิ่งที่คนค้นหามากที่สุดด้วยการวัดค่าจากแค่คีย์ เวิร์ดเดียว แต่จะวัดจากการเอาคีย์เวิร์ดหลายๆตัวในบทความจากเว็บเพจมารวมกันแล้ววัดค่า ความใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้ Search Engine ต้องการค้นหา เช่น ถ้าเว็บเพจหน้าหนึ่งมีคำว่า home, lend, morgage ก็จะทำให้ Search Engine รู้ว่ามันคือเพจเกี่ยวกับการกู้เงินซื้อบ้าน หรือ health, auto, life ก็จะแปลว่าเป็นเพจเกี่ยวกับประกันชีวิต

ดัง นั้นผมทำเว็บเพจหน้าหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการรักษาสิว ผมก็ควรจะไปที่ Google Keyword Suggestion Tool (บทที่ 6) แล้วพิมพ์คำว่า “acne treatment” เข้าไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะมีคีย์เวิร์ดให้เลือกใช้อีกหลายๆตัวที่มีความหมาย เหมือนๆกันหรือสอดคล้องกัน เช่น acne skin treatment, laser acne treatment, face acne และอีกมากมาย ที่ผมควรเลือกสัก 3-4 อันที่มีความหมายสอดคล้องจริงๆที่สุด เอามาใส่ไว้ในบทความในเว็บเพจ ซึ่งคีย์เวิร์ดเหล่านี้จะเอามาคำนวณจำนวนที่ต้องใส่ (keyword density) ให้นับมันเป็นคำๆเดียวกันครับ ส่วนจำนวนความซ้ำในการใส่คีย์เวิร์ด ควรใส่เท่าไหร่ ย้อนดูในบทที่ 6 ได้ครับ

5/ เลือกนิชหมวดหมู่ Internet Marketing

สิ่ง นี้เป็นความผิดพลาดที่แม้แต่เหล่าเซียนบล็อกเกอร์ทั้งหลายก็ ได้เจอกันมาแล้วทั้งนั้น ด้วยการเลือกนิชที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการหาเงินทางเน็ต หรือการตลาดในโลกออนไลน์ทั้งหลาย หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนพวกเดียวกันกับเรา เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครคลิกโฆษณากันแน่นอน ลองคิดสิว่าครั้งสุดท้ายที่คุณคลิกโฆษณามันเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าหลายคนแทบจะไม่เคยคลิกเลยด้วยซ้ำถ้าไม่จำเป็น เพราะเราทุกคนรู้ว่ามันเป็นโฆษณา และพวกก็มีเป้าหมายในการเข้าเน็ตมาเพื่อหาเงินไม่ใช่การหาซื้อสินค้าหรือ บริการแน่นอน นิชที่จะทำตลาดได้ควรจะเป็นนิชที่มีโอกาสการคลิกสูงที่เป็นนิชประ เภทที่มีเนื้อหาไกลตัวจากงานออนไลน์ต่างๆของพวกเรา เช่น การออกเดท, การเลือกซื้อรถเข็นเด็ก, การทำผม, การแต่งหน้า, เสริมสวย, ดูแลร่างกาย ฯลฯ คือต้องไม่ใช่เรื่องจำพวกเทคนิคทางการตลาดออนไลน์หรือหาเงินออนไลน์เด็ดขาด ถ้านึกไม่ออกให้จินตนาการไปถึงว่าเด็กอายุสิบห้า, คุณอาคุณป้าคุณน้าอายุ 25-60 ขึ้นไป เค้าหาข้อมูลอะไรกันบนเน็ตบ้าง ถ้าให้ชัวร์ว่านิชไหนคนคลิกมาก คนคลิกกันน้อย และวันๆหนึ่งมีการใช้จ่ายกับนิชนั้นๆไปกับการโฆษณาเท่าไหร่ (ยิ่งมากยิ่งดี) คุณก็คงต้องใช้ Google Traffic Estimator

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

เทคนิคในการแต่งเฮดบล็อก

ส่วนบนจะมีการแต่งบล็อก โดยใช้รูปแปะไว้เพื่อใช้ลิงค์ไปไหนต่อไหนได้ และเอาสไลด์น้องแมวมาลง ซึ่งจริงๆเอาข้อความแนะนำตัว หรือ ตัวเล่นเพลงมาลงในส่วนนั้นได้เหมือนกันนะ

ก็ ดูเก๋ไปอีกแบบนึง วิธีในการทำก็ไม่ยากอะไรเลย ถ้าหากคุณมีความสามารถที่จะแปะ cbox หรือ shoutboxได้ ดังนั้นถ้าจะทำอย่างในเอนทรี่นี้ไม่ยากเลย


ก่อน อื่นต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นนิดนึงครับว่าเราสามารถที่จะสร้างเจ้า ตัวลิงค์ที่ว่าเนี่ยบน #neck และ #sidebar(ตัวหลังให้ลองขยายความกว้างให้เท่ากับ ความกว้างบล็อกลองดูสิ)จะสาธิตให้ชมตั้งแต่เป็นบล็อกแรกเกิดเลยนะ โดยจะใส่ทั้งข้อความ รูปภาพ และเครื่องเล่นเสียงของ ijigg ลงไป...

หน้าตาบล็อกแรกเกิด.. ที่ยังไม่ได้แต่งอะไรเลย

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ และเป็นลำดับขั้นตอน จะใส่ข้อความทั่วไปลงไปก่อน

ลาก Custom Code ลงไปที่ Top Menu แล้วก็จัดการใส่ div

แนะนำว่าให้ครอบข้อความ หรืออะไรก็ตามแต่ด้วย div แล้วก็ปิดท้ายคำสั่งตามรูปข้างต้น

ตัวอย่าง นะ จะเห็นว่ามันใส่ได้เป็นพรืดๆแบบนี้ ไม่สวย... จะทำยังไงให้สวยละ เราก็ต้องแบ่งย่อยพื้นที่div ตรงนั้นตามความต้องการของเรา แล้วจึงเขียน div class เพิ่มเข้าไป เริ่มจากการจินตนาการหน้าบล็อกก่อน

สำหรับ บล็อกแรกเกิด ขนาดของ Top Menu จะกำหนดมาที่ 730px และจากรูปข้างต้น จะใส่กล่องข้อความ รูปภาพ และ ตัวเครื่องเล่น ijigg ที่ย่อขนาดลงมานิดหน่อย (ท้ายเอนทรี่จะสอนการย่อขนาด และ ปิดการเล่นเองอัตโนมัติให้)

พอจินตนาการได้แล้ว ทีนี้หัวใจสำคัญมันก็จะอยู่ตรงที่การเขียน css ขึ้นใช้เอง งานนี้ไม่ยาก เขียนไม่กี่บรรทัด (ถ้าเราไม่ใส่ลูกเล่นเยอะๆเองนะ) โดยจะเริ่มจากการกำหนดให้ส่วนไหนกว้างเท่าไหร่ดี จึงจะสัมพันธ์ และสอดคล้องกัน ไม่เบียดกันตกขอบ สูตรในคิดคำนวณขนาดความกว้างรวมคร่าวๆ คือ

ความกว้างรวม =ความกว้างbox1 + ความกว้างbox2 + ความกว้างbox3 + ค่าmarginซ้ายขวา +ค่าpaddingซ้ายขวา

ถึงตอนนี้อาจจะงง เดี๋ยวลองมาดูตัวอย่าง css code ที่เขียนนะ เอาไปใช้ได้เลย สำหรับบล็อกที่เซท neck .module กว้าง 730px

.sample{
width:730px
}

.sample .box1{
float:left;
width:200px;
margin:0 10px 0px 0px;
padding-left:10px; /*เพื่อดันตัวหนังสือให้เสมอกับ page */
}

.sample .box2{
float:left;
width:200px;
margin:0 10px 0px 10px;
}
.sample .box3{
float:left;
width:280px;
margin:0 0px 0px 10px;
}

อธิบายขยายความ

.sample คือกล่องใหญ่ที่ครอบกล่องสามใบ (box1, box2, box3) เซทกว้าง 730px เท่ากับ #pagemenu

.sample .box1 เน้นตรงจุดๆนั่นนะครับ มีความสำคัญ เพราะเราจะเรียกใช้ box1 ในรูปของ classซึ่งมันแตกต่างไปจากการเขียนแบบนี้ .sample box1 อันนี้ไม่มีความหมาย...

และ ที่สำคัญอย่าลืมใส่ float เพราะถ้าเราไม่ใส่ กล่องสามใบมันจะขี่คอกันแทนที่จะเรียงกันนะสิ และจากสูตรข้างบนผมจะเหลือพื้นที่ว่างในนั้นเท่ากับ 0 คือไม่เหลือพื้นที่ไว้เตะตระกร้อ

จากนั้นเราก็เข้าไปแก้ Custom Code กัน โดยจะเขียนhtmlแบบนี้

สิ่งเดียวที่เหลือ คือ ชีวิตว่างเปล่า
ที่เดิมที่เคยมีเราสองคนหายไป
โปรดเถอะ คนดี คนๆนี้รู้สึกช้าไป
บอกเธอให้ฟังเอาไว้ แม้จะสายเกินไป
แต่ยังรักเธอ...


เห็นโค้ดมาเป็นก้อนๆ อาจจะงง ขออธิบายหลักการเขียน html ง่ายๆดังนี้นะ

1. เขียนจากข้างนอกไปหาข้างใน เริ่มแบบนี้ โดยเรียกใช้ class .sample ก่อน

2. เขียนจากบนลงล่าง โดยไล่เขียนกล่องทั้ง3ใบให้ครบ

...........
...........
...........

3. แล้วจึงแยกทำ html ในแต่ละ class และหน้าตาของบล็อกแต่งเสร็จแล้วจะประมาณนี้

แยกส่องกล่องแต่ละใบ

สำหรับเครื่องเล่น ijigg การย่อขนาดตัวเล่นเสียง ijigg ให้ลบพารามิเตอร์ scale='noscale' ทิ้งไปเลย และการปิดเล่นอัตโนมัติให้เปลี่ยนค่า Autoplay='1' เป็น 0 ซะในส่วนนี้มีสองจุด ลองมองหากันเอาเองนะ

ข้อ ดีของการแต่งเฮดบล็อกในรูปแบบนี้ก็คือ มันจะถูกอ่านในทุกๆหน้าบล็อกของเรา จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นข้อความทักทาย, เอาไว้โชว์ของ, ทำเป็น Index(มันขึ้นแน่ๆทุกหน้า) โชว์ลิงค์ไปยังหน้าบล็อกที่อยากให้ผู้เข้าชมบล็อกของเราเข้าไปอ่าน เนื่องจากมันจะสะดุดตากว่าส่วนไซด์บาร์ ส่วนการประยุกต์นอกเหนือไปจากนี้ ก็แล้วแต่ท่านๆกันแล้วนะ พื้นฐานมันก็มีเท่านี้เอง

ที่มา: http://palermos.exteen.com/

วิธีแสดง Blogger Post

วิธีแสดง Blogger Post ย่อบน Home Page

หลัง จากที่ได้บอกเคล็ดลับการใส่ ads wrapper ใน Blogger กันไปแล้ว ก็มีคนถามกันเข้ามามากถึงตอนต่อไปที่ผมติดค้างไว้ ถึงวิธีทำให้หน้า Homepage ของ Blogger แสดง Post ย่อๆ หรือที่เรียกว่า Post Excerpt (เซิพๆ) จะได้แสดงโพสได้มากๆ ในหน้าโฮมเพจ เพื่อให้ดูเหมือนบล็อก Magazine หรือเหมือน read more ใน WP ได้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร ก็เข้าไปที่ http://ihealthier.blogspot.com แล้วจะเห็นเอง เอาล่ะครับ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ และก็ไม่มีอะไรที่ทำแล้วสมหวังทุกอย่าง ดังนั้นบอกไว้ก่อนว่าวิธีทำนี้ ถ้าจะให้โพสเก่าแสดง Post เป็น Excerpt ด้วย ก็คงต้องเปิด Edit มันออกมาทีละโพสใหม่ด้วย เดี๋ยวจะรู้ว่าทำไม มาเริ่มกันเลยครับ

1. ล็อกอินเข้า Blogger ของคุณ

2. ไปที่หน้า Template Edit

3. คลิกที่ช่อง Expand Widgets

4. มองหาโค้ด แล้วใส่โค้ดด้านล่างก่อนมัน ( )

header_post_code

5. มองหาโค้ด แล้วใส่โค้ดด้านล่างตามภาพต่อท้ายตามมาติดๆ

readmore_code

6. ไปที่เมนู Dashboard Settings (ตั้งค่า) > Formatting (เมนูย่อยที่ 3) เลื่อนหน้าลงไปให้สุด แล้วจะพบกับช่องใส่ Post Template ในช่องนี้ จะเป็นการใส่คำสั่งเพื่อทุกครั้งที่เราโพส เราจะได้รู้ว่าโพสที่ต้องการแสดงในหน้าโฮมเพจย่อๆ นั้นยาวถึงแค่ไหน และโพสที่เหลือที่ต้องการแสดงในหน้าโพสเต็มๆ นั้นเริ่มตั้งแต่บรรทัดใด ดูภาพ

post_template

7. ทุกครั้งที่โพสใน Blogger คุณก็จะเห็นเจ้าโค้ดสองชุดจากขัั้นตอนที่ 6 ทุกครั้ง เพื่อจะได้แบ่งโพสให้แสดงได้ถูกว่าจะให้แค่ไหนแสดงในหน้าโฮมเพจย่อๆ และเริ่มให้แสดงโพสเต็มที่บรรทัดเท่าไหร่อย่างที่บอกในขั้นตอนที่ 6 ดูภาพหน้าสร้างโพสใหม่จะกลายเป็นแบบนี้

new_post

สุด ท้ายต้องบอกว่านี่เป็นวิธีที่ง่าย ที่ดีที่สุดเท่าจะหาได้ในการทำ Post Excerpt ใน Blogger ถ้าคุณมองหาวิธีที่ง่ายกว่านี้ ผมก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ แต่ที่เห็นใน Blogger ของผมๆ ผมใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นในการปรับแต่งให้มันสามารถแสดงเป็น Blog Magazine อย่างที่เห็นได้ เพราะฉนั้นลงมือทำเลยครับ แล้วจะรู้ว่าไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน แล้วพบกันใหม่ เมื่อผมซื้อโน็ตบุคตัวใหม่ ตอนนี้ยืมเพื่อนใช้ไปก่อน อ้อ เล่าต่อตอนจบอีกนิดหน่อยว่า ตอนผมเอากระจกไปทำที่ร้าน เขาบอกว่า วันนี้มารายที่ 3 แล้วที่โดนทุบกระจกแบบผมนี้…

Download Example Template ตัวอย่างธีมที่ผมได้ปรับแต่งแล้ว

Download Code ทั้งสองชุดที่แสดงไปจะได้เอาไป copy – paste ไม่ต้องพิมพ์ใหม่

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Blogger vs. WP Self Hosted

Blogger vs. WP Self Hosted อะไรหาเงินง่ายกว่า

ทุก วันนี้ที่คนในวงการ Blog Monetize (วงการหาเงินด้วยบล็อก) ต่างใช้บล็อกกันอยู่สองแบบด้วยกัน ซึ่งเป็นบล็อกสองแบบที่เหล่าเซียนเทพได้ยอมรับว่าง่ายที่สุดแล้วในการเอามา หาเงินกับ PPC, Affiliate ต่างๆ คือ Blogger.com (Blogspot.com) และ Self Hosted WordPress (WP แบบติดตัั้งและเช่าโฮสติ้งเอง) ซึ่งคำถามคาใจของใครหลายคนไม่ใช่ว่ามันทำเงินได้จริงหรือไม่ แต่ควรถามว่าบล็อกอย่างไหนหาเงินให้เราได้รวดเร็วและเหนื่อยน้อยที่สุด

สำหรับ WP แบบ Self-Hosted หรือแบบติดตั้งเอง ถ้าอยากจะเพิ่มเติมฟังค์ชั่นอะไร ก็แค่หา Plugin มาใส่ได้เลย อยากให้หน้าตาไม่เหมือนใครก็หา theme สวยๆมาใส่ได้ไม่ยาก และมีให้เลือกมากมายไม่รู้จบ เรียกได้ว่า ให้ประโยชน์ได้สุงสุดแบบไม่มีวันจบสิ้นกันเลย แต่เมื่อมาพูดถึงการเอามาหาเงิน หรือเอามาทำ Ranking จริงๆล่ะ มันเวิร์ดจริงๆหรือไม่ แน่นอนครับว่าเวิร์ค โอเค เจ๋ง เยี่ยมยอด แต่….มันต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณจะต้องรู้ว่าจะใช้ Plugin อะไร ปรับแต่งยังไง และ Theme อะไรด้วย พูดง่ายๆ คือมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้กันมากมายเลยทีเดียว กว่าจะทำให้มันทำ Ranking ที่ดีบน Search Engine ได้ ซึ่งไม่เหมาะสำหรับมือใหม่เท่าไหร่นัก แต่ถ้ามือเก่๋าแล้วล่ะก็ ไม่มีอะไรดีไปกว่า WP ทางด้านความยืดหยุ่นอีกแล้ว อยากจะให้ WP เป็นอะไร เดี๋ยวนี้ทำได้ตั้งแต่ร้านขายสินค้าออนไลน์ ไปจนเว็บ WikiPedia แค่หา Theme มาใส่ ซึ่งก็มีให้เลือกใช้ดีๆ ฟรีๆ มากมายหาได้จากบล็อกทั่วไป

ที นี้มาพูดถึง Blogger กันบ้าง สิ่งแรกที่ผมนึกถึงเกี่ยวกับ Blogger ก็คือ ความฟรี ไม่ต้องจ่ายเงิน และ…เดี๋ยวก่อนครับ หลายคนคิดว่าของฟรีมักจะไม่ดี ไม่น่าจะเวิร์ด แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ Blogger อย่างแน่

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Blog มหาเศรษฐีเงินล้าน

วันนี้ผมขอ ยกเนื้อหาบางส่วนจากหนึ่งในหนังสืออีกหลายเล่มของผม “Blog Marketing” ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวถึงการทำเงินของบล็อกชื่อดังในเมืองนอก ว่าที่เขาหาเงินกับบล็อกนั้น หากันได้เท่าไหร่ และหายังไงได้บ้าง เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงความสามารถของบล็อกที่แท้จริงในการหาเงิน เริ่มกันเลยครับ – แม้บริษัทใหญ่ๆ มากมาย เช่น Sony, Toyota, Google, Apple, HP, eBay ฯลฯ ก็ไม่อาจจะปฏิเสธประสิทธิภาพในการทำตลาดของบล็อกในสมัยนี้ไปได้ โดยการมีบล็อกเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในทุกระดับ และยังเพิ่มความมีตัวตนในตลาดบน Search Engine ได้อีกด้วย แทนที่จะใช้เว็บไซต์เนื้อหานิ่งๆ (Static Web, Web 1.0) เป็นตัวสื่อสารกับลูกค้าเหมือนแต่ก่อนเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าใครยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แน่นอนว่า…ก็ไม่ต่างจากการเอาลูกค้าใส่พานให้คู่แข่งตัวเอง
นอก จากนั้นก็จะมีบล็อก Blog อีกรูปแบบที่ไม่เกี่ยวกับใคร บล็อกที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ประโยชน์อย่างแท้จริง จากการเขียนบทความให้คนอื่นอ่านในเรื่องเฉพาะเจาะจงอย่าง Internet Marketing ที่คนส่วนใหญ่อ่านก็จะต้องเก่าหัวไปตามๆ กัน บล็อกเหล่านี้แม้จะมีเนื้อหาไม่เหมาะกับคนทั่วไป และเริ่มจากแค่ความสนุก ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง แต่จากความขยัน ความสม่ำเสมอ และไม่คิดเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายกลายสิ่งทำให้เจ้าของกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านได้
ใน ต้น ปี 2008 นี้ นิตยสารนิวยอร์คสไทม์รายงานว่า มีบล็อกที่เกิดขึ้นมาวันละไม่ต่ำกว่า 50,000 บล็อก และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต่อไปนี้ก็คือบล็อกทั้งเก้าที่กำลังทำเงินอย่างถล่มทลาย บล็อกมีความ สามารถในการหาเงินได้เป็นหมื่นๆ บาท หรือเป็นล้าน! บาทต่อเดือน จากการแค่นั่งเขียนบทความอย่างเดียว มาดูรายได้ที่บล็อกสามารถทำฝันให้เป็นจริงกันเลย:

Blog

รายได้ต่อปี

มูลค่า

stevepavlina.com

$480,000

$7,200,000

coolest-gadgets.com

$153,921

$2,308,000

johnchow.com

$140,431

$2,106,000

careerramblings.com

$124,465

$1,866,000

problogger.net

$120,000

$1,800,000

shoemoney.com

$120,000

$1,800,000

tylercruz.com

$93,184

$1,397,000

entrepreneurs-jouny.com

$78,594

$1,178,000

connectedinternet.co.uk

$77,020

$1,155,000


พอ เห็นตัวเลขเหล่านี้ครั้งแรกผมเองก็ตกใจเช่นเดียวกับคุณนั่นแหละครับ (อย่าบอกนะว่าไม่ตกใจ) แต่เมื่อพอผมได้ศึกษาแต่ละบล็อกดูอย่างถ้วนถี่แล้ว ก็พบว่าบล็อกเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนๆ กันอยู่สองสามอย่าง ที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตัวบล็อกมันทำเงินได้ขนาดนี้ อย่างแรกคือ ทำเงินจากสปอนเซอร์ป้ายโฆษณาต่างๆ เริ่มจากการมีบทความเป็นร้อยเป็นพันบทความก่อน พูดอีกอย่างคือต้องเป็นบล็อกที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว มีคนรู้จักมี Traffic วันละเป็นหมื่นคน นั่นแหละถึงจะทำให้ขายโฆษณาแพงๆ ได้

อย่าง ที่สองนี้ก็จะเป็นอายุของบล็อกที่ต้องมีอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป ซึ่งคนเริ่มทำบล็อกส่วนใหญ่ทั่วๆ ไปจะยอมแพ้ม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเวลาอันควร ท้อแท้ไปก่อนเพราะเห็นว่าไม่มีคนเข้ามาคุยเข้ามาติชมเลย ทำให้ส่วนใหญ่ 3 เดือนก็ปิดกิจการบล็อกกันหมด โดยที่จริงๆแล้วเหล่าเซียนบล็อกทั้งหลายจะพูดเหมือนกันหมดว่า คุณต้องรอ 6 เดือน – 1 ปีทีเดียว บล็อกมันถึงจะเริ่มมีคนเข้ามา แล้วถ้าจะให้เริ่มมีมูลค่าจริงๆก็คงอย่างที่บอกคือ 3-5 ปีขึ้นไปครับ (ควรใช้ .com หรือ .net จะทำให้มีค่ากว่า)

โดย ต้อง มีการเขียนบทความอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ใช่บล็อกโล่งๆเปล่าๆหรือบล็อกที่มีแค่ 10-20 บทความนะครับ ต้องมีเป็นร้อยบทความขึ้นไป ดูอย่างบล็อก DML แห่งนี้ ที่เริ่มแค่ปีเดียว กับบทความไม่ถึงร้อย วันนี้มันมีมูลค่าถึงล้านบาท (บางที่บอกสองล้านกว่าบาท แต่ผมว่าให้มากไป) ถ้าคุณคิดว่าการเริ่มสร้างบล็อกที่มีประโยชน์กับความสม่ำเสมอในการดูแลบล็อก เพียงไม่กี่ปีนี้เป็นงานที่มากไปสำหรับค่าตอบ แทนเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ผมก็ว่าคุณขอมากไปแล้วล่ะ ลองคิดดูว่านั่งทำงานอะไรภายในไม่กี่ปีที่จะทำเงินได้มากมายขนาดนี้ อย่าว่าแต่กี่ปีเลยต่อให้ทั้งชาติ หรือสำหรับคนที่ต้องมีหนี้สิน และไม่เคยเก็บตังค์ก็อาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com

AutoBlog เทร็นใหม่

AutoBlog เทร็นใหม่กับการหาเงินออนไลน์?
ปัญหา ของการทำบล็อกเพื่อหาเงินของคนส่วนใหญ่ก็คือ ไม่มีเวลามานั่งโปรโมท และอัปเดทเนื้อหาบล็อกบ่อยเท่าที่ควร หรือพูดอีกอย่างคือขี้เกียจหรือไม่มีเวลามานั่งดูแล อย่าว่าแต่อัปเดทเนื้อหาเลย จะหาเนื้อหามาอัปเดทจากไหนยังคิดไม่ออกเลย แถมยังแย่ตรงที่การโปรโมท และการอัปเดทเนื้อหา บล็อกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย (ถ้าอยากให้มันทำเงินได้) ไม่งั้นก็คงไม่มีใครได้เห็นบล็อกคุณเป็นแน่เพราะ การอัปเดทเนื้อหาบล็อกบ่อยๆ จะทำให้บล็อกของคุณอยู่ในอันดับที่ดีบน Search Engine ต่างๆ ได้ Search Engine ชอบเนื้อหาใหม่ๆ ชอบบล็อกที่อัปเดทบ่อยๆ ยิ่งบล็อกคุณอัปเดทบ่อยเท่าไหร่ และมีเนื้อหามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสร้างโอกาสการทำจำนวนผู้ชมได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ชมจะเข้ามาที่บล็อกหน้าใหม่ ส่วนใหญ่ก็มาจาก Search Engine ทั้งสิ้น และวิธีที่หลายคนใช้เป็นทางลัดในการข้ามหน้าข้ามตา Search Engine เพื่อให้ Search Engine หันมาสนใจก็คือการ ฝากลิงก์ไปยังเว็บดังๆ ต่างๆ พอเริ่มเป็นที่รู้จักจากผู้ชมทีนี้ Search Engine ก็จะหันมาให้ความสนใจได้อย่างรวดเร็วอย่างที่เราไม่ต้องง้อทำ SEO อะไรมากมายได้ กลับมาเรื่องเดิมต่อ ถ้าคุณจะบอกว่าแล้วผู้ชมเจ้าเก่าขาประจำล่ะ อันนั้นต้องหมายถึงเว็บหน้าเก่า และต้องมีเนื้อหาใหม่ๆ อัปเดทสม่ำเสมออยู่ดี ลองนึกดูถ้าคุณไม่อัปเดทบล็อกคุณเลย ใครล่ะอยากจะเข้ามาที่บล็อกที่มีเนื้อหาเดิมๆ เข้ามาก็เจอ อ้าว! อ่านไปแล้วนี่ ไม่เห็นมีไรใหม่เลย ไปดีกว่า แน่นอนว่าเราคงไม่ต้องการอย่างนั้นแน่ ดังนั้นเราจึงใช้ AutoBlog สำหรับทางออกเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านั้นทั้งหมด ด้วยการให้มันหาเนื้อหาให้คุณ แล้วเอามาอัปเดทขึ้นบล็อกให้คุณตามวันและเวลาที่คุณกำหนดได้เอง ทำให้บล็อกของคุณมีเนื้อหาที่ใหม่อยู่เสมอเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี และที่สำคัญอีกอย่างคือ มันจะโปรโมทให้คุณเองได้อีก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้บล็อกคุณต่อ Search Engine ต่างๆ จากจำนวนลิงก์ที่โยงเข้ามายังบล็อกจากการโปรโมทอัตโนมัตินี้

ส่วนRoadmap แบบละเอียดใหม่ล่าสุดที่สามารถทำเงินจาก AdSense และ Amazon เหมือนเครื่อง ATM หาเงินได้อัตโนมัติ ผมกำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนอยู่ครับ อาจจะออกมาเป็น e-book หรือ หนังสือเต็มเล่ม ทีี่จะบอกทุกอย่างแบบว่าหมดตัวกันไปเลย ทั้งวิธีการหา Unique Content แบบไม่รู้จบ แถมยังให้มันโพสโอโตได้ แบบว่าเป็นวิธีที่เรียกกว่าครอบจักรวาลที่่สุด ใครที่ต้องการทำเงินด้วยบล็อกแบบขี้เกียจ ก็คงจะพบประโยชน์อย่างแน่นอนที่สุด ใครคิดว่าอยากเห็นอะไรในหนังสือเล่มนี้ ช่่วยกันแนะนำหน่อยนะครับ ผมจะได้มีกำลังใจเขียน เพราะตอนนี้พลังเริ่มหมดเหมือนกันหลังจากเขียนหนังสือ SEO มาหลายเดือน

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

เทคนิคการเพิ่มรายได้

-ถึงแม้คุณจะมี เว็บไซต์ที่ดีเลิศหรือมี ข้อมูลที่อัพเดรทตลอดเวลาแต่ถ้าคนบนโลกอินเทอร์เน็ตไม่รู้จักเว็บของคุณและ คุณจะมีรายได้ ได้อย่าง?
-สิ่งสำคัญที่สุด ในการมีเว็บไซต์ก็คือ การมีผู้เข้าชมมาก ๆ Traffic ของเว็บจึงเป็นตัววัดความสำเร็จของเว็บไซต์ ซึ่งผมจะสอนวิธีและเทคนิคต่างๆ ว่าต้องทำอย่างไร ดังนี้

1. ยิ่งคุณมีเว็บเพจหลายหน้ามากเท่าไหร่ โอกาสที่เว็บของคุณจะเป็นที่รู้จักย่อมจะมากขึ้น เพราะเมื่อฐานข้อมูลของ Search Engines มีข้อมูลของคุณจำนวนมากหลายๆหน้า จะส่งผลให้เว็บไซต์คุณ มีผู้เข้าชมในวงกว้างขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

2. การหา Keyword ราคาแพง แบบคลิกครั้งเดียวได้ซัก 1-5 เหรียญขึ้นไป โดยใช้เนื้อหาจากบทความฟรี ที่มีประโยชน์ พออ่านแล้วเกิดไอเดียทันทีไม่ใช่อ่านแล้วนั่งหลับแบบผม เพื่อเป็นตัวช่วยในการสร้างเว็บไซต์ให้เนื้อหามากมายในเวลาอันสั้น

3. การทำ AdSense มีอยู่ 2 ทาง คือ
- ทำ 100 เว็บไซต์ แต่ละเว็บไซต์ทำเงินได้ 1 เหรียญ ต่อวัน
- ทำ 1 เว็บไซต์ แต่ทำเงินได้ 100 เหรียญต่อวัน
ซึ่ง ถ้าทำแบบอันแรก ผู้ทำเว็บไซต์ก็ต้องทำเว็บไซต์ได้อย่างชำนาญและรวดเร็วและก็ต้องใช้เวลาใน การโปรโมตเว็บทั้ง 100 เว็บซักส่วนใหญ่หรือเชื่อม link เข้าด้วยกันแต่ ถ้าทำแบบอันที่สอง ผู้ทำเว็บไซต์ก็ต้องอัพเดรทข้อมูลต่างๆและให้มีเนื้อหามากที่สุดเท่าที่จะทำ ได้จึงจะได้เป็นที่รักของ Search Engiens

4. ถ้าคุณไม่ต้องการผ่านกรรมวิธีที่ยุ่งยากก็ ให้คุณยอมเสียเงินซื้อ Traffic ด้วยการจ่ายให้เว็บไซต์ที่สามารถนำเว็บคุณขึ้นไปอยู่ในอันดับ Ranking ต้นๆ ตามที่ Search Engines ชื่อดัง ซึ่งมีคนเข้าชมวันละเป็นล้านๆคนในเวลาอันรวดเร็ว มีราคาตั้งแต่ 10 เหรียญขึ้นไป ตามความแรงของ Ranking ที่คุณต้องการ

ที่มา: http://oh-anonymous-tnc.blogspot.com/

ข้อห้ามของ Google Adsense

Referrals
- ใส่เพิ่มได้จากเดิม 1 product 1 อัน (ปุ่มหรือข้อความก็แล้วแต่) เป็น 2 อันต่อ 1 product ใน 1 หน้า
- ห้ามมีเงื่อนไขต่างๆกับผู้ใช้เวลาใช้ referral เช่น กรอก email ก่อนแล้วถึงจะไปหน้าที่มี referral (คงกันเราแอบเก็บข้อมูลผู้ใช้ก่อน)

Adsense กับรูปข้างๆ
- เพิ่มเป็นกฎไปเลยว่า “ห้ามดึงความสนใจมาที่ Ad ด้วยลูกศรหรือรูปอื่นๆ” และ “ห้ามวางรูปที่ชวนให้เข้าใจผิดข้างๆ Ad”

Adsense for Search
- ให้มีได้แค่ 1 link unit เท่านั้นในหน้าผลลัพท์ของ Google Search

Domain Paking
- Google เอาหัวข้อนี้ออกไป (แต่ถ้าทำ Paking ก็จะผิดกฎอยู่ดีเพราะหน้านั้นไม่มีเนื้อหา)
- ห้ามเป็นเว็บประเภทขายหรือแจกจ่าย essay
- เว็บต้องห้าม เพิ่มเว็บประเภทขายหรือแจกจ่าย student essay (กันการ arbitrage แน่ๆ)

Copyright
- ห้ามวาง Adsense ในเว็บที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เพลง วิดีโอ หรือเนื้อหาก็ตาม

Competitive Ads
- สำคัญมาก เพราะ Google ห้ามวาง Ad ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกันกับ Adsense เช่นดูแล้วหน้าตาคล้ายๆกัน สีเหมือนกัน หรือไม่มีขอบเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งพวก “Ads by ทั้งหลายแหล่” ใน site (ทั้งเว็บ ไม่ใช่หน้านั้น) เพราะฉะนั้นจะทำการหมุน Ad สลับไปมาก็เข้าข่ายเหมือนกัน

- เพิ่มเติม Google อนุญาตให้ติด Contextual Ads อื่นๆ ด้วยกันได้แล้วแต่อย่าทำให้หน้าตาเหมือนกันกับ Adsenseจำไว้ว่าหน้าตาของ Ad ต้องไม่เหมือนกันกับ Adsense ไม่ว่าจะเป็น contextually หรือไม่ก็ตาม

ที่มา : http://oh-anonymous-ohstop.blogspot.com/

การสมัคร Adsense

ขั้นตอนการสมัคร Adsense
1. ให้คลิกที่ Google Adsense ที่อยู่บนหน้านี้
2. ให้คลิกที่ Sign up now
3. ให้เรากลอกข้อมูลต่างๆตามที่ Google กำหนด (ภาษาอังกฤษเท่านั้น
)

Website Information
- Website URL: คือให้ใส่ชื่อ เว็บไซต์ ของเราที่ใช้สมัคร
- Website language : เป็นการให้คุณเลือกภาษา ให้เลือกเป็นภาษาอังกฤษ(ถ้ามีความสามารถด้านภาษาอื่นๆก็ลองดู)

Contact Information

- Account type: เลือกประเภทของเว็บคุณ
  • บุคคลธรรมดา : Individual
  • องกรค์ธุรกิจ/บริษัท : Business
- Country or territory : อยู่ในประเทศเลือก ประเทศไทย
- Payee name : ชื่อผู้ที่จะรับเงิน (ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อผู้รับเงินและประเทศได้ กรุณาตรวจสอบให้ดีก่อน)
-Address line 1: เลขที่ตั้ง ซอย ถนน
-Address line 2 (optional) : แขวง / ตำบล
-City : เขต / อำเภอ

-State, province or region : จังหวัด
-Zip or postal code : รหัสไปรณีย์
-Phone : หมายเลขโทรศัพท์ เช่น 04-555-3333 ให้เรากรอกเป็น 664555333
-Fax : หมายเลขโทรสาร (ไม่มีไม่เป็นไร)

ที่มา: http://oh-anonymous-register.blogspot.com/

Friday, December 11, 2009

Link Wheel กงล้อพิขิตโลกันต์

ขณะนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านแห่งหนึ่ง ผมก็เห็นล้อเกวียนที่แขวนที่เอามาทำเป็นโต็ะภายในร้าน ทำให้หวนนึกไปถึงเรื่องกงล้อบางอย่าง แต่ก็นึกไม่ออกว่ากงล้ออะไร จนเดินทางไปถึงบ้านถึงเพิ่งนึกออกว่า DML ยังไม่เคยพูดถึงเรื่อง Link Wheel เลยแน่ล่ะ ก็เรื่องนี้ค่อนข้างใหม่สำหรับคนทำตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่จะสามารถเอาชนะ Google Search หรือพูดอีกอย่างได้ว่าพิชิตโลกันต์ได้เลย อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่เทพทั้งหลายประสบกันมาแล้วมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรล่ะ? แล้วมันเกี่ยวกับภาพยนต์กำลังภายในจีนหรือเปล่า มาดูกัน หลายคนที่ทำ SEO คงคุ้นเคยกันดีกับการฝากลิงก์เพื่อเพิ่มพลังการทำ Ranking ต่อ Search Engine โดยเฉพาะพี่ Goo หรือถ้างานช้างกว่านั้นหน่อยก็คงจะเป็นการสร้างเครือข่ายเว็บที่ระโยงระยางกันเองในครอบครัวเว็บของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะค้าขายอะไร ถ้ามีเว็บหลายๆที่แล้วให้มันโยงกันไปมา มันก็จะช่วยเพิ่ม Ranking ได้ ซึ่งการทำ Link Wheel ก็จะคล้ายกับหลักการนี้ เพียงแต่ว่ามันมีหลักการให้ทำตามได้อย่างชัดเจน และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก ดูภาพต่อไปนี้ก่อนเลยครับ

หน้าตาของ link wheel แบบง่ายๆ

จากภาพที่เห็น คงจะเห็นแล้วว่ามันเป็นกงล้อยังไง และหลายคนคงจะสังเกตุเห็นด้วยว่าระบบ Linkwheel จะใช้ระบบ Web 2.0 ทั้งหมดในการสร้างเครือข่ายเว็บ แล้วทั้งหมดก็จะโยงลิงก์ไปรอบๆ และสุดท้ายมายังเว็บเป้าหมายหลัก (Focus Hub) หรือ Landing Page ที่คุณต้องการจะโปรโมทหรือทำ Ranking ให้ดีขึ้นบน Google ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะครับ แถมยังเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับการหากินทุกประเภทกับบล็อกของคุณอีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้วจะรออะไรล่ะครับ ก็ไปสร้างบล็อกสร้างเว็บกับระบบ Web 2.0 พวกนั้นกันเลยครับ ใส่เนื้อหาตั้งชื่อโดเนมเนมให้ดี ให้สอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บ Focus แล้วโยงต่อกันไปตามภาพที่เห็น ซึ่งสุดท้ายต้องให้หน้า Web 2.0 ทั้งหลายของคุณโยงมาที่หน้าที่จะทำ Ranking แค่นั้นเอง

มีแค่นี้เองน่ะเหรอ หลักการทำ Link Wheel ใช่ และก็ไม่ใช่ครับ ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์มากกว่านี้ คุณก็สามารถขยายกิ่งก้านสาขา Link Wheel ต่อไปได้เรื่อยๆ อีก ซึ่งก็จะกลายเป็นเครือข่ายเว็บที่แข็งแรงขึ้น และมีคุณค่าในสายตา Search Engine ยิ่งขึ้น เพราะแน่นอนว่ายิ่งกงล้อใหญ่ขึ้นก็ย่อมแปลว่ามีลิงก์จำนวนมากขึ้น และยิ่งลิงก์มากขึ้น Ranking ก็ย่อมต้องดีขึ้น

นอกจากนั้น ก็จะยังมีเรื่องของ RSS ให้ทำอีกถ้าคุณต้องการไปไกลกว่านั้น หรือถ้าใครที่ขี้เกียจทำเอง เดี๋ยวนี้ก็จะมีอาชีพนี้เพิ่มขึ้นมารองรับกันอีก ค้นหาใน Google แล้วจะเห็นเองครับ แน่นอนว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายถึงอาขีพอีกอาชีพที่คุณสามารถเอามาหาเงินได้ ผมขอติดเอาไว้ตอนหน้าก็แล้วกันครับ ขอตัวไปกินก๋ยวเตี๋ยวที่ซื้อติดกลับบ้านมาก่อน ยังไม่อิ่มเลย

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

ทำกรอบรูปภาพใช้ css แบบง่ายๆ

ในเอนทรี่นี้ ผมจะสอนเทคนิคง่ายๆในการทำกรอบรูป ซึ่งการทำกรอบรูปนั้น มันจะช่วยให้รูปภาพที่เราใช้ประกอบเอนทรี่ดู มีมิติ และดูหรูขึ้นด้วย แต่ที่ผมจะสอนคงจะไม่สอนให้ไปขยาย Canvas แล้วใส่ Effect Stroke ใน Photoshop อะไรนั่นหรอกครับ วิธีนี้ทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปแต่งในโปรแกรมแต่งรูปใดๆเลย เพียงแต่เพิ่มโค้ดลงไปใน css editor ก็เรียบร้อย ที่สำคัญมันง่ายมากๆ เข้าใจไม่ยากด้วยสิ

ภาพต้นฉบับ

นี่เป็นภาพตัวอย่างก่อนที่จะใส่กรอบ หรือ เฟรมก็ตามแต่

ทำความเข้าใจกับโค้ด css รูปแบบทั่วไปกันก่อนนะครับจะเป็นลักษณะนี้

img{
padding:4px;
border:4px solid #aaa
}

จากโค้ดข้างบนก็มาดูรูปประกอบการอธิบายโค้ด

รูปอธิบายโค้ดcss

อธิบาย จากรูปข้างต้นได้ว่า ค่า padding คือค่าดันออกจากขอบรูปไปด้านละ 4พิกเซล แล้วจึงจะตีกรอบด้วย border ขนาด 4พิกเซลทั้งสี่ด้านด้วยสีรหัส #aaa หรือ #aaaaaa นั่นเอง

ตัวอย่างของรูปที่ใส่กรอบด้วย css ตามค่าข้างต้น หน้าตาแบบนี้

ตัวอย่างรูปที่ใส่กรอบแล้ว

ส่วน css ที่ใช้กับธีม exteen เวอร์ชั่น4 คือ

.entry .post img{
padding:4px;
border:4px solid #aaa
}

และเวอร์ชั่นเก่า

.entrycontent img{
padding:4px;
border:4px solid #aaa
}

ในส่วนของ border เราสามารถปรับค่าสี หรือ แต่งย่อยเป็น border-top, border-right, border-bottom, border-left ได้ ตามความคิดสร้างสรรค์ เช่น

ใส่ขอบไม่เท่ากันทั้งสี่ด้าน ใส่ขอบไม่เท่ากันทั้งสี่ด้าน

ผมใส่สีใส่ขอบให้แต่ละด้านดูไม่เท่ากัน ก็จะได้หน้าตาที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้นะครับ ยังใส่ลูกเล่นขณะที่เลื่อนเมาส์ผ่านรูปได้ด้วยนะ ประมาณนี้

.entry .post img:hover{
padding:4px;
border:4px solid #333
}

อันนี้จะได้อะไรก็ลองไปเล่นดูครับ

ที่สำคัญครับ ทันที่เราเพิ่มโค้ดนี้ลงไป บรรดารูปภาพเก่าๆในเอนทรี่ก่อนหน้าก็จะมีกรอบด้วย! โดยที่ไม่ต้องไปตามแก้ทุกรูป (แท็ก html ต้องถูกด้วยนะครับ)

ที่มา : http://palermos.exteen.com/20080921/css

จดโดเมนอะไรดีที่สุด

.com .info .net .co.cc …จดโดเมนอะไรดีที่สุด

หลายคนชอบถามกันมาว่dotcomาจะ ทำ ranking ได้ดี ควรจดโดเมนดอท อะไรดี พอเห็นมี .co.cc ฟรีๆ แล้วเกิดสงสัยกันไปว่า มันจะดีหรือของฟรีๆ มีคำตอบให้ของ ฟรีในโลกเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วครับ แถมของฟรีๆดีๆก็มีเยอะเลยในเน็ตนี้ แต่สำหรับเรื่องการจดโดเนมเนมเพื่อการทำเงินกับระบบ ppc หรือการว่านพืชหวังผลแล้ว ไม่ควรใช้ของฟรีอย่าง .co.cc ครับ (ผมใช้กับเว็บนี้เพราะไม่สนเรื่อง ranking )ไม่เชื่อคุณลองนึกดูสิว่า มีครั้งไหน ที่ค้นหาอะไรตาม search engine แล้วเว็บที่จดโดเมน .co.cc ปรากฎขึ้นมาให้เห็น….ก็ไม่มีน่ะสิครับ ส่วนใหญ่จะเป็นดอท .com, .net, .info, edu, org ทั้งสิ้น แถมโดเมน .co.cc นี้ เขาจะเอาคืนจากคุณเมื่อไหร่ก็ได้ แย่ไปกว่านั้นอีกคือ ถ้าเว็บคุณเกิดทำเงินแล้วหรือมี ranking ที่ดีๆ แต่จะขายต่อ รับรองไม่มีใครเอาแน่ๆ

เพราะฉนั้นผมแนะนำ ให้เสียเงินจดดีกว่าครับ อย่างน้อยให้เป็น .info (ตอนนี้ลดราคาอยู่ปีแรกแค่เหรียญสองเหรียญเอง) ผมเองก็ใช้ .info สำหรับ roadmap ต่างๆ จดมาซัก 5-6 โดเมนแล้วทำซัพโดเมนให้เป็นคีย์เวิร์ดนิชย่อยลงมา เพื่อทำเป็น network หรือ blog farm กัน (แล้วจะมาทำ roadmap ให้ดูวันหลังครับ)

สุดท้ายฝากไว้นิดนึงว่า จดดอทอะไร (แบบเสียเงิน) ก็ดูด้วยว่าคุณทำคีย์เวิร์ดเรื่องอะไร จะช่วยเรื่อง ranking ได้มาก เช่น เรื่องการศึกษาก็ควรจะ .edu ครับ หรือเรื่องทีวีก็จด .TV ฯลฯ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆทั่วๆไปที่ไม่เจาะจงอะไรมาก ก็ควรจะจด .com ดีที่สุด เพราะติด index ง่ายมากๆ แถมขายต่อง่ายอีก หรือ .net (ถ้าจำเป็น) ยกเว้น .co.cc!

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

ความสำเร็จของ ClickBank

9 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการหาเงินกับ ClickBank
ต่อไปนี้เป็นวิธีทำเงินกับ Affiliate โดยเฉพาะ ClickBank จากคนที่ประสบความสำเร็จ และสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งนี้มาโดยตลอด โดยไม่ต้องหางาน อย่างอื่นทำอีก แม้แต่การหาเงินกับ Google AdSense ก็กลายเป็นรายได้เสริมไปทันที มาดูกันเลยครับว่าขั้นตอนที่เขาใช้กันมีอะไรบ้าง

1. เลือกตลาด

การเลือกตลาดกว้างเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรก เหมือนกับการเลือกหมวดหมู่ของสินค้า ที่คุณสามารถหาไอเดียต่างๆ ได้ตาม eBay, Amazon Bestselling Product ฯลฯ อย่าลืมว่าตลาดมีเป็นหมื่นเป็นพันแต่ตลาดที่ควรเลือกคือตลาดที่จะทำเงินให้ได้ง่ายกว่าตลาดอื่นๆอย่างเช่นตลาดสุขภาพ (health) , ตลาดเปลี่ยนแปลงตัวเอง (self improvement), DIY เช่น solar power), การเงิน (finance), ท่องเที่ยว (travel) ฯลฯ

2. เจาะตลาดเฉพาะ (long tail, micro niche)

เมื่อเลือกตลาดได้แล้ว ก็มาเจาะให้ลึกเข้าไปถึงความต้องการย่อย หรือเจาะจงตลาดให้ชััวร์ๆ ไปว่ามันคืออะไรกันแน่ เพื่อทำให้การทำตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น จากตลาดสุขภาพ ตลาดเฉพาะย่อยลงมาก็สามารถเป็นได้ตั้งแต่เรื่อง โรคมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่ง ไปจนถึงการเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น (stage cancer – healthy food for old people)…

3. วิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Keyword Search)

เมื่อรู้แล้วว่าจะเจาะตลาดไหน ทีนี้ก็มาถึงการมาดูกันจริงๆ ว่าตลาดย่อยนั้นๆ เวลาคนต้องการจะหาข้อมูลเขาค้นหากันด้วยคำหรือคีย์เวิร์ดคำว่าอะไร ด้วยการใช้เครื่องมือง่ายๆ อย่าง Google Keyword Suggestion Tool แล้วนำเอาคำเหล่านั้นมาสร้างเว็บหรือเขียนบทความ

4. เลือกสินค้ายอดฮิตใน ClickBank

ทีนี้ก็ถึงเวลาเข้าไปที่ CB เพื่อดูว่าในนิชคีย์เวิร์ดนั้นๆ มีสินค้าอะไรบ้างที่ขายดิบขายดี และน่าสนใจที่สุด ดูได้จากเมนู Market Place จากนั้นใส่นิชเข้าไปแล้วเลือกให้เรียงผลลัพธ์จาก popularity และดูที่สินค้า Gravity ไม่ให้ต่ำกว่า 50 ขึ้นไป

5. ค้นพบไทเทิ้ลโดนใจ

จุดนี้เองที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ประสบ ความสำเร็จกับผู้ล้มเหลว เมื่อได้สินค้าแล้ว ทีนี้ก็จะมาดูว่าสินค้าที่เป็น e-book ที่เลือกมานั้น มันแก้ปัญหาให้คนกลุ่มหนึ่งได้ จากคำถามอะไรมากที่สุด เช่นผมเลือก e-book เกี่ยวกับ ผมร่วง ทีนี้มันก็เป็นหน้าที่ๆ ผมต้องรู้ว่าเวลาคนผมร่วงอยากรู้วิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เขาจะพิมพ์ประโยคอะไรเข้าไปใน Google กันบ้าง เป็นต้น เช่น how to prevent hair loss, hair loss prevention tips อะไรทำนองนี้ ที่เป็นไทเทิ้ลอย่างดี (อย่าคิดเองเป็นอันขาด) ให้หาได้จาก Google Keyword Suggestion Tool เช่นเคย ด้วยการพิมพ์คำว่า hair loss หรือสินค้าที่คุณเลือกที่จะขายเข้าไป

6. สร้างบทความ (create article)

การสร้างบทความในทีนี้ จะต้องเป็นบทความที่ไม่ได้เอามาจากเว็บแจกบทความฟรี แต่สามารถเอามาจากการจ้างคนอื่นเขียน หรืออะไรก็ตารมที่อ่านแล้วสามารถทำให้ลูกค้าเชื่อได้ว่าคุณคือหนึ่งในจ้าวแห่งวงการนั้นๆ การหาเงินกับ ClickBank นั้นไม่เหมือนกับ AdSense ก็ตรงนี้เอง สำหรับการทำ AdSense คุณภาพของบทความไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่า การสร้างบทความ ส่วนใหญ่จะต้องสร้างออกมาซัก 5-10 บทความอย่างต่ำ

7. สร้าง Landing Page

Landing Page คือปราการด่านสุดท้ายที่คุณจะใส่บทความเพื่อให้ลูกค้าเชื่อ แล้วยอมจ่ายเงินซื้อ e-book ต่างๆ ซึ่งอาจจะประกอบไปด้วยหน้าแรก ด้วยคำโฆษณาต่างๆ จากหน้าก็บทความต่างๆ ที่เตรียมไว้ และสุดท้ายข้อความ testamonial (คำบอกเล่าของผู้ที่เคยใช้สินค้า)

8. เผยแพร่บทความ

ในการทำเงินกับ ClickBank หลายคนเข้าใจตรงจุดนี้ผิดไป ว่าต้องเหมือนกับการทำ Google AdSense ด้วยการเอาบทความไปใส่ไว้ในเว็บแล้วทำ SEO เพื่อรอวันเวลาอันยาวนานให้ Search Engine เข้ามาเห็นเพื่อ Rank ในอันดับที่ดี ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนๆ และจากจำนวนบทความแค่นั้นที่มี ผมว่าคงเป็นไปได้ยากแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือต้อง by pass SEO ด้วยการเอาบทความไปฝากหรือ submit กับเว็บ articles ชื่อดังต่างๆ รวมทั้ง Squidoo lens และ Social Bookmarking ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนมากมายจากเว็บเหล่านั้นเข้ามาที่ Landing Page

9. ทำซ้ำทั้งหมดอีกครั้ง

นั่นคือขั้นตอนทั้งหมดอย่างคร่าวๆ ในการทำเงินวันละหลายพันบาท (ไม่ได้ล้อเล่น) กับ ClickBank ที่ถ้ามีเวลาจะมาอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดในบทความหน้านะครับ ตอนนี้ผมหวังว่าหลายคนคงจะเห็นภาพกันมากขึ้นว่าการทำเงินกับ ClickBank นั้นมีขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องทำ แล้วพบกันใหม่ครับ

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/

Traffic จาก yahoo กับ Google

หลายคนเชื่อกันว่า Traffic จาก yahoo ทำรายได้ดีกว่า Traffic จาก Google

สำหรับคนที่ทำ Amazon Affiliate มีอยู่หนึ่งความคิดที่เชื่อกันว่าทราฟฟิก Traffic จาก Yahoo จะซื้อสินค้าดีกว่าทราฟฟิก Traffic จาก Google ผมก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกันแต่ก็ไม่ทั้งหมด และก็เชื่อแบบไม่สนิทใจ คงยังมีคำถามอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลาว่า ทำไม ทำไม และทำไม พยายามคิดหาเหตุผลอยู่เหมือนกันครับว่าทำไมคนอเมริกาจึงซื้อของผ่านทางการ Search ค้นหาจากเว็บ Yahoo มากกว่าเว็บ Google ทั้งๆ อัตราการใช้ Search Engine ของคนในประเทศอเมริการคนใช้ Google มากกว่า 80 เปอร์เซนต์ ผมได้ข้อมูลปีที่แล้วมาให้ดูครับ แต่ถ้าพูดกันถึงเรื่องโอกาสการซื้อสินค้าของคนที่ทำ Amazon Affiliate ถ้ามี Traffic มากโอกาสที่จะซื้อก็คงสูงอันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่ใครก็น่าจะรู้ อะไรกันนะที่ทำให้ Traffic จำนวนเพียงแค่ไม่กี่สิบเปอร์เซนต์ซื้อสินค้าจากเว็บที่ติด Amazon Affiliate

ที่มา: http://www.i-startblog.net/

ฝากรูปฟรี! แถมมีตังค์ให้ใช้

การหาเงินทางเน็ตนั้นมีหลากหลายวิธี ดังที่ทางบล็อกนี้ได้นำเสนอเป็นระยะๆ สำหรับครั้งนี้เป็นวิธีง่ายๆ อีกวิธีหนึ่ง นั่นคือการหาเงินทางเน็ตกับ www.shareapic.net
shareapic.net เปิดให้เราสร้างแกลเลอรี่รูปภาพได้ไม่จำกัด อัพโหลดได้ไม่จำกัด รูปที่เรานำขึ้นไปฝากไว้ ถ้านำไปให้คนดู ดูครบ 1000 ครั้ง ทาง shareapic.net จ่ายตังค์ให้เรา $.22 โดยจ่ายขั้นต่ำที่ $20 USD ผ่านทาง Paypal

วิธีสมัคร


เข้าไปที่ www.shareapic.net แล้วมองหาคำว่า join now เมื่อคลิ๊กจะให้กรอกข้อมูลดังรูปข้างล่าง

มีช่องให้กรอกข้อมูลไม่มากนัก แนะนำให้กรอกทุกช่องไปเลย

วิธีอัพโหลดรูป
เมื่อ สมัครสมาชิกผ่านเป็นที่เรียบร้อย ก็มาถึงขั้นตอนการอัพโหลดรูปขึ้นไปเก็บ ก่อนอื่นก็ให้เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่กำหนดขึ้นมา การอัพโหลดมี 2 วิธี คือ.-
1. เข้าสู่ระบบ สร้าง Gallery เข้าไปที่ Gallery นั้น ซึ่งจะมีส่วนให้อัพโหลด วิธีนี้อาจทำไ้ด้ช้าถ้ารูปมีจำนวนมาก
2. วิธีที่สอง อัพโหลดโดยใช้เครื่องมือที่ทางเว็บเตรียมไว้ให้ นั่นคือ shareapic mass uploader 3.0 เมื่อเข้าสู่ระบบ ก็จะมีให้ดาวน์โหลดไปติดตั้ง วิธีนี้สะดวกสบายมาก อัพโหลดได้ทีละเยอะๆ ไม่ต้องมาเลือกทีละไฟล์


ยอมรับว่าด้วยเครื่องมืออัพโหลดที่สะดวกสบายนี่แหละ ทำให้ผู้เขียนไม่ยอมหนีไปใช้เว็บอื่นเลย

การนำรูปไปให้คนดู
หัว ข้อนี้ค่อนข้างจำเป็นสำหรับการที่จะมีตังค์เข้ามาที่บัญชีเยอะๆ ยิ่งคนดูรูปเรามากเท่าไรรายได้ก็จะงามตามไปด้วย วิธีการก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เข้าไปที่ my galleries ที่ส่วนท้ายๆ ของแต่ละ gallery จะมีคำว่า get code คลิ๊กเลย จากนั้นจะได้ code สำหรับนำไปวางที่เว็บไซต์ บล็อก หรือแม้แต่ hi5 ก็ติดได้ นอกจากนั้นยังได้ code สำหรับนำไปติดตามบอร์ดต่างๆ ด้วย ตัวอย่างของการนำโค๊ดมาติดที่บล็อกก็เหมือนกับรูปสาวสวยที่นำมาให้ดูข้างบน ซึ่งจะแสดงรูปขนาดเล็กพอชวนให้คลิ๊กเข้าไปดู ซึ่งเมื่อคลิ๊กก็จะนำผู้ชมไปยังรูปขนาดใหญ่ซึ่งเก็บอยู่ที่ shareapic นั่นเอง


จริงๆ เว็บนี้ถ้าเน้นเพื่อจะหาเงินออนไลน์แบบจริงๆ จังๆ อาจทำให้ท้อได้(ถ้าไม่อึดจริงๆ) เนื่องจากกว่าคนดูจะครบพัน กว่าจะได้ $.22 USD ดูเหมือนว่าจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน จึงไม่อยากให้ซีเรียสกับยอดเงินที่เกิดขึ้นทีละนิดละหน่อยให้มากนัก ลองมองไปถึงประโยชน์ในด้านอื่นที่ได้รับจะดีกว่า (จะได้ไม่เครียดไง!) เช่น มีที่ฝากรูปฟรีๆ แถมฝากได้ไม่จำกัด การอัพโหลดรูปก็มีโปรแกรมช่วย ทำได้แสนจะง่ายดาย และรูปที่ฝากไว้นั้นนำไปประยุตก์ใช้ในด้านต่างๆ ได้มากมายเลยทีเดียว.

ฉกลโกง การหาเงินออนไลน์

หลายคนคงเคยเห็นโฆษณาวิธีการหาเงินง่าย ๆ เพียงแค่นั่งคลิ๊กแบนเนอร์ เพียงวันละ 2-3 ชั่วโมงแต่ได้เงินตอบแทน เดือนละ 1000-2000 "เหรียญ" แล้วความน่าจะเป็นจริงของโฆษณาน่าเบื่อพวกนี้ จะเป็นจริงหรือไม่เชื่อถือได้หรือไม่นั้น ลองพิจารณาดูกันครับ

กลลวง หาเงินออนไลน์

มีการถกเถียงและถามกันอย่างมากมาย แต่ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้อย่างแท้จริง เรื่องการหาเงินออนไลน์ ว่ามีการทำเงินรายได้มากมายอย่างที่ โม้หรือเขียนกันไว้ตามฟรีบอร์ดต่างๆ หรือไม่ แต่ก่อนที่คุณจะเข้าไปร่วมกับธุรกิจนี้ คุณควรทำความเข้าใจกับคำว่าหาเงินออนไลน์ก่อนนะครับ

หาเงินออนไลน์คืออะไร
คำตอบก็คือ การหาเงินด้วยการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ

หาเงินออนไลน์ หากันอย่างไร

คำตอบก็คือ มีหลายรูปแบบครับ เช่น การคลิ๊กแบนเนอร์ (Pay per click or PPC) การอ่านอีเมล์ (Pay per Read or PPR) การค้นหาข้อมูล (Pay per searce or PPS) การเข้าไปลงทะเบียน สมัครสมาชิก(Pay per Signup) หรือแม้แต่การ เข้าไปตอบคำถามกลับเว็บไซท์ที่รับเป็นตัวแทนสอบถามข้อมูล ส่วนมากจะเรียกกันว่าเป็นภาษาอังกฤษว่า Pay per surveys

คำถามสำคัญครับ มันจ่ายเงินจริงหรือเปล่า

คำตอบก็คือ มีสองอย่างครับ จ่ายจริง แต่จ่ายน้อย กว่าจะทำคะแนนหรือสะสมเงินได้ก็ว่ากันเป็นสองสามเดือน กว่าจะได้สักสองสามเหรียญ เรียกว่า คุณจะท้อขี้เกียจทำต่อก่อนที่จะได้เงินครับ และที่จ่ายไม่จริง นี่แหละครับที่ต้องออกมาแฉกัน เพราะเว็บพวกนี้จะบอกว่า แค่สมัครเฉยๆ ก็ได้หลายสิบเหรียญขึ้นแล้ว ซึ่งความจริง มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ใครมันจะเอาเงินมาทิ้งให้คนในโลกอินเตอร์เน็ตได้เยอะขนาดนั้น (ข้อนี้กว่าจะกระจ่าง ก็หลงให้พวกมันหลอกใช้เป็นสองเดือนครับ คะแนน หรือยอดเงินพุ่งสูงมาก วันเดียวทำได้เป็นพันกว่าเหรียญครับ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ใครมันจะมีเงินมาจ่ายให้เราขนาดนั้น และแค่การเข้าไปคลิ๊กไปอ่าน มันไม่ได้มีการสร้างเม็ดเงินอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก ) ที่ผมมีเวลาทำเป็นสองเดือนกว่า ก็เพราะผมทำงานร้านอินเตอร์เน็ตครับ จึงมีเวลาทดลองทำ

เขาหลอกกันอย่างไร

มีหลายเว็บที่เป็นเครือ ข่ายกลุ่มเดียวกัน และถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นเลยว่ารูปแบบของการสมัคร และช่องที่ให้กรอกมันจะเป็นเหมือนกันทุกอย่างเลยครับ ต่างแต่สีของเว็บเพจและชื่อเท่านั้นแหละ พวกนี้จะให้คะแนนที่สูงมาก แค่วันเดียวก็ทำได้เป็น 1000 กว่าเหรียญแล้วครับ เวลาที่เขาส่งข้อมูลให้เรา ส่วนมากมันก็จะเป็นแบนเนอร์ของกลุ่มนี้แหละครับที่วนกันไปวนกันมาอยู่แค่ นั้น แค่คลิ๊กเข้าไปเยี่ยมหน้าเว็บเพจ ไม่กี่นาทีแล้วทำเงินได้เหรียญสองเหรียญ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ดอลล่าร์หนึ่งมูลค่าไม่ใช่น้อยนะครับ

แล้วส่วนที่ไม่หลอกล่ะ

มีหลายเว็บครับที่ไม่หลอก แต่ค่าตอบแทนน้อยมาก มันนับมูลค่าตอบแทนเป็น Cent ครับ และเป็นพ้อยท์ ซึ่ง คุณจะต้องเสียเวลามากเป็นสองสามวันกว่าจะได้สักเหรียญครับ บางทีก็เป็นสัปดาห์เลยครับ แล้วมันจะคุ้มค่าไฟ และค่าเสียเวลาคุณหรือเปล่าล่ะ และการเข้าไปคลิ๊ก มันไม่ใช่ว่าจะปุ๊บปั๊บเสร็จทันทีเมื่อไหร่ครับ คุณจะต้องรอให้หน้ามันรีเฟรชด้วย จึงจะได้แต้ม เสียเวลาไม่น้อยเลยล่ะครับ หากเอาเวลานั่งคลิ๊กตรงนั้นไปทำอย่างอื่น จะมีมูลค่าตอบแทนที่สูงกว่ามากครับ เทียบกันไม่ได้เลยล่ะ และที่สำคัญทุกเว็บเขาจะมีข้อกำหนดขั้นต่ำในการจ่ายเงินครับ พอคุณสะสมเงินใกล้ถึงกำหนดขั้นต่ำแล้ว มันก็จะไม่ส่งงานให้คุณอีกเลยครับ งานไม่มา แล้วมันจะได้เงินครบกำหนดได้อย่างไร แล้วคุณจะรอมันไหมล่ะ ถึงตอนนี้คุณก็เบื่อแล้วครับ บอกกันอีกครั้งครับ อย่าเสียเวลากับพวกนี้เลย เอาเวลาของคุณไปทำอย่างอื่นดีกว่า ค้นหาความรู้ในอินเตอร์เน็ต หรือดูเว็บโป๊ ยังคุ้มค่ากว่าการเข้าไปคลิ๊กเว็บประเภทนี้เลยครับ

ความเห็นของผมผู้เขียนก็คือว่า อย่าเสียเวลากับการหาเงินแบบนี้เลยครับ

ผมเชื่อว่ามีหลายคนเคยเข้าไปสมัครและลองทำงานกับเว็บต่างๆเหล่านี้มาแล้ว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยทำงานแบบนี้รวมเวลาได้ประมาณ 1 เดือนกว่า ผลปรากฏว่า เงียบหายครับ ไม่มีการจ่ายเงินแต่อย่างใด ก็อย่างที่ว่าละคับใครมันจะจ่ายเงินให้เราทีละ 2-3 เหรียญต่อวัน

กระทู้จากคุณ name บอร์ด mthai

ข้อคิดก่อนจดโดเมนเนมให้คุ้มค่า

1.
โดเมนเนมยิ่งมีอายุมาก Google ยิ่งชอบมาก และทุ่นแรงการทำ Ranking ไปได้ 50% ในช่วงแรก หาจดได้ตามเว็บซื้อขายโดเมนเนมมือสองทั้งหลาย เช่น namespro.com, sedo.com หรือค้นหาใน Google ว่า buy sell domain name, expire domain name

2. Search Engine มองโดเมนเนมจดใหม่ เป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเกิดเสมอ แม้เว็บไซต์จะเก่าและเปลี่ยนโดเมนเนมใหม่ก็เหมือนเริ่มการทำ Ranking กันใหม่หมด

3. อย่าใช้โดเมนเนม .co.cc เพื่อทำ Ranking เพราะมันจะติด Index ช้า และไม่มีทางได้ Ranking ดีๆแน่นอน

4. โดเมนเนมที่ดีควรอ่านออกเสียงง่าย และควรมีความหมายในแง่บวกมากกว่าแง่ลบในทันทีที่เห็น

5. ใช้โดเมนเนม .com, .net ติด Google Index ได้เร็วที่สุด และอื่นๆอีกมากมาย ไม่เชื่อค้นหาใน Google คำว่าอะไรก็ได้ แล้วคุณจะเห็นว่าเว็บเพจผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะใช้สองดอทนี้ โดยเฉพาะ .com มากที่สุด แล้วคุณจะจดดอทอื่นไปทำไม ถ้าจะเอาจริงต้องจด .com อย่างเดียว

6. ซัพโดเมนเนมแม้สร้างขึ้นมาใหม่ ก็จะถือว่ามีอายุเท่ากับโดเมนเนมหลักของมัน

7. ถ้าจดโดเมนเนมเพืื่อสร้างเบรนด์ใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการผสมคีย์เวิร์ดเข้าไปมากนัก เพราะไม่ใช่แค่โดเมนเนมที่มีคีย์เวิร์ด จะทำให้ Ranking แซงคนอื่นได้

8. Google ไม่ชอบโดเมนเนมที่ใช้เครื่องหมาย “-” hyphen ไม่เชื่อลองค้นคีย์เวิร์ดอะไรก็ได้ใน Google แล้วคุณจะไม่เห็นเลยว่ามีเว็บเพจไหนที่ใช้โดเมนเนมกับเครื่องหมายนี้เลย เพราะ Google ไม่ชอบ บอกได้เลย

9. โดเมนเนมยิ่งสั้นยิ่งขายได้ราคา และย่อมหายากกว่าโดเมนเนมที่มีความยาวหลายคำ ดังนั้นถ้าค้นพบว่าว่างอยู่ก็น่าจดกว่าชื่อยาวๆ

10. ใช้ domainsbot.com ค้นหาโดเมนเนมที่ว่างจะพบกับความสะดวกรวดเร็วกว่าเยอะ

ที่มา: http://www.digitalmoneylife.com/