1/ เลือกสินค้าที่จะขายก่อนเลือก Niche
การ วิเคราะห์ตลาดก่อนจะขายอะไรซักอย่างเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำยอดขายให้ได้มากๆที่จะพบเลี้ยงชีพได้ การนึกจินตนาการเอาเองง่ายๆว่าอยากจะขายอะไรก็เลือกมาขายคือความผิดพลาดที่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มากมายได้ผ่านมาแล้ว
2/ เลือก Niche ที่ไม่มีความรู้
ส่วน ตัวผมเป็นคนเล่นดนตรี ถ้าผมเลือกนิชที่เกี่ยวกับการเลือกซื้อเครื่องตัดหญ้าด้วยเหตุผลที่ว่ามัน เป็นนิชที่มีมูลค่ามากกว่านิชเครื่องดนตรี ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่ง commission หรือค่าคลิกต่างๆในการทำ AdSense มันก็จะเป็นความผิดพลาดที่จะทำให้ผมจบชีวิตการทำบล็อกได้ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน เพราะผมจะเบื่อที่จะพูดถึงเครื่องตัดหญ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดและไม่ชอบ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลือกนิชที่มีความรู้โดยตรง แต่พอให้รู้บ้าง ชอบบ้าง สนใจบ้างก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ
3/ ใช้เวลาในการหา Niche เร็วเกิน
หลาย คนอยากจะรีบทำเงินกับบล็อกให้เร็วที่สุด ผมก็เป็นครับ ใครล่ะไม่อยากได้ผลตอบแทนเร็วๆ มันอึดอัดครับ นั่งทำงานทุกวันทั้งวัน แต่ยังไม่ได้เงินซักที แต่การเร่งรีบในการหานิชโดยไม่ศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนก็จะนำไปสู่หายนะของการ เหนื่อยฟรีในที่สุด
4/ หาคีย์เวิร์ดเดี่ยวๆมาทำ ranking (single keyword phrase)
ถ้า เป็นสมัยก่อนอาจจะไม่แปลกอะไรในการที่จะหาคีย์เวิร์ดโดนๆมาซัก คำหรือประโยคสั้นๆ (keyword phrase) นำเอามาทำ Ranking ให้เว็บเพจซักหน้า แต่สมัยนี้ถ้าจะให้คีย์เวิร์ดที่หามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทำ Ranking ได้ผลดี) ในการทำ Ranking ให้เว็บเพจซักหน้า คุณจะต้องหาคีย์เวิร์ดนิชที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกันมาซัก 3-4 นิช (ดูบทที่ 6) ทำไม? คุณถาม ก็เพราะว่าระบบวัด Ranking ของ Search Engine จะมีระบบที่เรียกว่า Latent Semantic Indexing(LSI) ฟังดูเทคนิคซักนิด แต่จำเป็นมากต่อการทำ SEO เพราะ LSI จะตรวจจับจำนวนความหลากหลายของนิชคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ต่อหน้าเว็บเพจ ถ้าคุณใช้แค่คำเดียว (single keyword/ phrase) แทนที่จะเป็นสองสามคำ (related keywords) มันก็จะเป็นผลทำให้ Ranking ของคุณต่ำกว่าคนอื่นที่มีการใช้คีย์เวิร์ดมากกว่าหนึ่งคำมาทำงาน หรือพูดให้ง่ายๆภาษาชาวบ้านก็คือ เดี๋ยวนี้ Search Engine ไม่โง่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ในการดูว่าเว็บเพจไหนตรงกับสิ่งที่คนค้นหามากที่สุดด้วยการวัดค่าจากแค่คีย์ เวิร์ดเดียว แต่จะวัดจากการเอาคีย์เวิร์ดหลายๆตัวในบทความจากเว็บเพจมารวมกันแล้ววัดค่า ความใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้ Search Engine ต้องการค้นหา เช่น ถ้าเว็บเพจหน้าหนึ่งมีคำว่า home, lend, morgage ก็จะทำให้ Search Engine รู้ว่ามันคือเพจเกี่ยวกับการกู้เงินซื้อบ้าน หรือ health, auto, life ก็จะแปลว่าเป็นเพจเกี่ยวกับประกันชีวิต
ดัง นั้นผมทำเว็บเพจหน้าหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการรักษาสิว ผมก็ควรจะไปที่ Google Keyword Suggestion Tool (บทที่ 6) แล้วพิมพ์คำว่า “acne treatment” เข้าไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะมีคีย์เวิร์ดให้เลือกใช้อีกหลายๆตัวที่มีความหมาย เหมือนๆกันหรือสอดคล้องกัน เช่น acne skin treatment, laser acne treatment, face acne และอีกมากมาย ที่ผมควรเลือกสัก 3-4 อันที่มีความหมายสอดคล้องจริงๆที่สุด เอามาใส่ไว้ในบทความในเว็บเพจ ซึ่งคีย์เวิร์ดเหล่านี้จะเอามาคำนวณจำนวนที่ต้องใส่ (keyword density) ให้นับมันเป็นคำๆเดียวกันครับ ส่วนจำนวนความซ้ำในการใส่คีย์เวิร์ด ควรใส่เท่าไหร่ ย้อนดูในบทที่ 6 ได้ครับ
5/ เลือกนิชหมวดหมู่ Internet Marketing
สิ่ง นี้เป็นความผิดพลาดที่แม้แต่เหล่าเซียนบล็อกเกอร์ทั้งหลายก็ ได้เจอกันมาแล้วทั้งนั้น ด้วยการเลือกนิชที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการหาเงินทางเน็ต หรือการตลาดในโลกออนไลน์ทั้งหลาย หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนพวกเดียวกันกับเรา เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครคลิกโฆษณากันแน่นอน ลองคิดสิว่าครั้งสุดท้ายที่คุณคลิกโฆษณามันเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าหลายคนแทบจะไม่เคยคลิกเลยด้วยซ้ำถ้าไม่จำเป็น เพราะเราทุกคนรู้ว่ามันเป็นโฆษณา และพวกก็มีเป้าหมายในการเข้าเน็ตมาเพื่อหาเงินไม่ใช่การหาซื้อสินค้าหรือ บริการแน่นอน นิชที่จะทำตลาดได้ควรจะเป็นนิชที่มีโอกาสการคลิกสูงที่เป็นนิชประ เภทที่มีเนื้อหาไกลตัวจากงานออนไลน์ต่างๆของพวกเรา เช่น การออกเดท, การเลือกซื้อรถเข็นเด็ก, การทำผม, การแต่งหน้า, เสริมสวย, ดูแลร่างกาย ฯลฯ คือต้องไม่ใช่เรื่องจำพวกเทคนิคทางการตลาดออนไลน์หรือหาเงินออนไลน์เด็ดขาด ถ้านึกไม่ออกให้จินตนาการไปถึงว่าเด็กอายุสิบห้า, คุณอาคุณป้าคุณน้าอายุ 25-60 ขึ้นไป เค้าหาข้อมูลอะไรกันบนเน็ตบ้าง ถ้าให้ชัวร์ว่านิชไหนคนคลิกมาก คนคลิกกันน้อย และวันๆหนึ่งมีการใช้จ่ายกับนิชนั้นๆไปกับการโฆษณาเท่าไหร่ (ยิ่งมากยิ่งดี) คุณก็คงต้องใช้ Google Traffic Estimator
No comments:
Post a Comment